เว็บไซต์

nananatte อ่าน เขียน เรียนรู้ ลงมือ แล้วเติบโตไปด้วยกัน😄📚🌿

ในฐานะคนที่ตาม Blackpink มาแต่ต้น สิ่งที่คาใจมานานและไม่เคยเห็น ก็ได้เห็นแล้วในสารคดี Always Lalisa นั่นคือ เราอยากฟังสั...
15/10/2026

ในฐานะคนที่ตาม Blackpink มาแต่ต้น สิ่งที่คาใจมานานและไม่เคยเห็น ก็ได้เห็นแล้วในสารคดี Always Lalisa นั่นคือ เราอยากฟังสัมภาษณ์พ่อแม่ลิซ่า อยากรู้ว่าเลี้ยงลูกมายังไง ทำไมลิซ่าถึงได้เก่งและรุ่งโรจน์ขนาดนี้?

ในที่สุดก็ได้ฟัง... คุณแม่ของลิซ่าอยากเป็นนักแสดงมาก่อน เธอจึงผลักดันลูกสาวเต็มที่เมื่อรู้ว่าลูกมีแววในวงการบันเทิง เมื่อเห็นลูกชอบเต้น ชอบประกวด ก็ส่งไปเรียนกับครูที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้

ลิซ่าได้เจอ 'ครูนก' ครูสอนเต้นที่ไม่ใช่แค่สอนเรื่องเต้น แต่เป็นคนวางรากฐานนิสัย ความมีวินัย การทำงานเป็นทีม รวมถึงเป็นคนบอกลิซ่าว่า "เธอจะเต้นอย่างงี้ต่อไปอย่างเดียว หลบหลังคนอื่นอยู่แบบนี้เท่านั้นน่ะเหรอ?" นั่นถึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลิซ่าผู้ไม่เคยสนใจเรื่องการร้องเพลง เอ่ยปากขอคุณแม่ว่า 'อยากเรียนร้องเพลงด้วยค่ะ'

และมันไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย ที่จะปล่อยเด็กหญิงป๊อกแป๊กอายุ 14 ให้ไปอยู่เกาหลีคนเดียวในฐานะเด็กฝึก โดยที่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้สักคำ (แถมทุกคนยังถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดภาษาอังกฤษกับเธออีกด้วย)

ระหว่างนั่งดูสารคดีไป เรานึกถึงตอนที่ลิซ่าไปเป็นครูสอนเต้นใน Youth with You รายการ ประกวดเฟ้นหาไอดอลหน้าใหม่ที่จีน ตอนนั้นทุกคนตกใจกับแง่มุมใหม่ที่ลิซ่าไม่เคยแสดงให้เห็นมาก่อน นั่นคือบทบาทของ 'ครู' ไอดอลเกาหลีมักจะรักษาภาพลักษณ์เป็นมิตร อ่อนหวาน ถึงแม้ Blackpink ในเวลานั้นจะถูกนำเสนอในแง่ลึกลับ สวย หรู แพง ไม่ทำกิจกรรมทั่วไปอย่างที่ไอดอลอื่นเขาทำกัน (เช่น ไม่ร่วมรายการวาไรตี้) แต่ภาพลิซ่าในฐานะครูสุดเฮี้ยบที่ทำหน้าดุ ไม่ยอมปล่อยผ่าน ก็ทำให้แฟนๆ ได้รู้จักลิซ่ามากกว่าแง่มุมที่ค่าย YG พยายามสร้าง พอมาดู Always Lalisa ก็เข้าใจทันทีเลยว่าความเฮี้ยบของเธอมาจากไหน!

คนดูจะได้เห็นลิซ่าในแง่มุมที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่รักการทำงาน (หนัก) เพราะชอบการร้องการเต้นมาก แต่การเป็น Blackpink ก็เป็นกรอบที่ขังเธอไว้ว่า 'จงเป็นไอดอลอย่างที่ค่ายปั้นให้เป็น' บริษัทให้เธอแร็ป พอลิซ่าส่งงานที่เป็นการร้องเพลงไป เขาปฏิเสธแม้แต่จะดู แล้วก็ให้เธอส่งงานเข้าไปใหม่โดยไม่เคยบอกเหตุผลเลยว่าทำไมถึงปฏิเสธ แล้วมันก็เลยกลายเป็นความกลัวฝังใจเรื่องการร้องเพลงตลอดมา...

เพราะติดตาม Blackpink มาตลอด ย่อมรู้เส้นทางของน้องดี แฟนๆ ก็เห็นแล้วว่า สมาชิกของวง Blackpink ตกลงพักงานร่วมกัน 1 ปี แล้วค่อยกลับมารวมตัวเป็น Blackpink กันใหม่ มันไม่ใช่ 1 ปีของการพักผ่อน แต่เป็น 1 ปีของการหลุดออกจากกรงขัง ไม่มีใครเลยสักคนที่ต่อสัญญากับค่ายเดิมเมื่อสัญญาเดิมจบลง สมาชิก 3 คนตั้งค่ายใหม่ของตัวเอง และอีก 1 คนไม่ต่อสัญญากับ YG แต่เซ็นกับ The Black Label (ค่ายลูกของ YG) พอได้ดูสารคดีนี้ก็ช่วยตอบข้อสงสัยของแฟนๆ ได้เยอะมาก เพราะการอยู่ในค่ายใหญ่นั้นมีกฎระเบียบรัดคอเอาไว้มากมาย

คือถ้ามองฝั่งค่ายเพลง เราก็เข้าใจได้นะว่าทำไมค่ายต้องออกกฎว่าไอดอลห้ามมีแฟน จะไปไหนต้องแจ้งค่ายก่อนเสมอ หรือห้ามเที่ยวกลางคืนก่อนอายุ 25 เพราะไอดอลเหล่านี้คือสินทรัพย์ที่ค่ายลงทุนไปมากมายมหาศาลตลอดหลายปี หากเกิดอะไรผิดพลาดที่ส่งผลเสียต่อความนิยม มันย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความมั่นคงของค่ายเพลงเอง

ช่วง 1 ปีนั้นคือปีที่ลิซ่าได้กลับมาค้นหาความเป็นตัวเอง และเปิดโหมด superproductive สุดๆ บินไปบินมารอบโลกเป็นว่าเล่น เพื่ออัดเพลงใหม่ ขึ้นแสดง ซ้อมโชว์ ร่วมงานพรมแดง จัดแฟนมีตติ้งตามเมืองใหญ่ทั่วโลก แต่... พอมาออกผลงานโซโล่แล้ว ยังไงก็ต้องร้องเพลงเองทั้งหมด พอออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง ก็ต้องหาโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงเองทั้งหมด ไม่มี Teddy Oppa ที่ทำเพลงด้วยมาตลอดสิบปีอีกต่อไปแล้ว

และแล้วแฟนเพลงก็ได้เห็นคนทำงานเบื้องหลังบริษัท LLOUD ในที่สุด! นั่นคือคุณอลิซและคุณโจ ต้องปรบมือชื่นชมทั้งคู่มากๆ รวมถึงการที่ลิซ่าเซ็นสัญญากับ RCA Records ในอเมริกา ทำให้ได้ดีลใหญ่ยักษ์ที่ทุกคนมึนงงสุดๆ ว่านางกวาดตั๋วขึ้นแสดงในงานพวกนี้ได้อย่างไร!? ไม่ว่าจะ VMA, Victoria's Secret Fashion Show, Oscar รวมถึง Coachella

ตอนที่ลิซ่าปล่อย Alter Ego ออกมาเป็นตัวตนของเธอ 5 แง่มุม คนดูก็แลดูจะงงๆ ว่า 'ตกลงลิซ่าตัวจริงเป็นคนแบบไหนกันแน่?' (ถึงดูสารคดีจบแล้ว ก็อาจจะยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรว่าน้องจริงๆ เป็นคนยังไง) แต่ที่แน่ๆ คือเป็นคนที่รักการ perform มากกกกก ตั้งใจจริง ทำงานหนัก เป็นคนเก่งที่ไม่ใช่แค่ตัวเองคาดหวังสูง แต่คนรอบข้างก็คาดหวังสูง นางเป็น party girl และรักสัตว์

น้องบอกว่า "อยากแต่งงานและมีลูก" คุณพ่อก็ยืนยันว่าลิซ่าเป็นคนรักเด็กมาแต่ไหนแต่ไร ฝั่งคุณพ่อเอง ทุกวันนี้ต้องฟอกไต ไม่สามารถเดินทางตามลิซ่าไปทุกที่ในโลกเหมือนแต่ก่อนได้อีกแล้ว ลิซ่าเองก็อยากให้คุณพ่อเป็นคนเดินส่งตัวเจ้าสาวในวันแต่งงาน แต่การมีสามีและลูกไม่ใช่สิ่งที่แฟน K-pop จะยอมรับได้ง่ายๆ

พอได้เห็นความตั้งใจของน้องก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่า ทำไมโซโล่ของนางจึงต้องฉีกกรอบความเป็น K-pop ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมเพลงส่วนตัวเท่านั้น แต่เพราะเธอต้องสร้างจุดยืนในฐานะ global star เป็นนักร้องนักแสดงที่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความสามารถ เพราะศิลปินฝั่งตะวันตกมีอิสระและยอมรับเรื่องความรัก การแต่งงาน หรือการมีลูกมากกว่าฝั่งเอเชีย ตราบใดที่ยังคงทำผลงานดีๆ และมีฐานแฟนคลับสนับสนุน

เรายังชอบโมเมนต์ที่ลิซ่าแต่งหน้าลุควันธรรมดา ที่จริงน้องหน้าเด็กมาก แต่เวลาเห็นตามสื่อคือแต่งเต็มตลอด พอไม่ได้ขึ้นแสดงแล้วแต่งตัวสบายๆ ย้วยๆ ก็ยังแลดูเป็นยัยน้องเล็กของบรรดาพี่ๆ ดีใจที่ได้เห็นศรและเพื่อนๆ ของลิซ่าแวะมาหา (แอบอยากเห็นมินนี่ด้วย แต่เราไม่เห็นในจอนะ)

ในบรรดาเพื่อนๆ ของลิซ่า คนที่ได้แอร์ไทม์ในสารคดีมากที่สุดคือ Tyla แฟนๆ ได้ยินมาตลอดว่าลิซ่าชอบ Tyla มาก แต่ก็คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าทั้งคู่จะได้ออกเพลงร่วมกัน ยิ่งคิดไม่เคยคิดว่าจะได้ถ่าย MV ร่วมกันด้วย! Tyla เล่าว่าเธอรู้จักลิซ่าในฐานะ 'ลิซ่า' มากกว่าลิซ่าในฐานะนักร้อง การได้มาถ่าย MV ด้วยกันทำให้ได้เห็นว่าลิซ่าก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไม่ชินเลยกับการอยู่ใกล้ผู้ชาย (เอ้อ... นั่นสินะ MV เกือบทั้งหมดของ Blackpink ไม่มีพระเอก MV เลย ยกเว้น Lovesick Girls)

เส้นเรื่องของสารคดี Always Lalisa มีจุดไคลแมกซ์ที่การแสดง Coachella การวางหมากทุกอย่างของค่าย LLOUD ตลอดปีนั้น ก็คือเพื่อสร้างภาพจำและจุดยืนให้ทุกคนมองลิซ่าในฐานะศิลปินเดี่ยว และการเดินทางทั้งหมดจะไปสิ้นสุดลงที่การแสดงบนเวที Sahara

เรายังจำคอมเมนต์ของคนที่ดูคอนวันนั้นแบบสดๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น 'ลิซ่าออร่ากระจายมากกกก' 'พลังเยอะมาก' 'มันไม่ใช่ K-pop เลย นางคือดีว่า!' เธอสามารถตกคนที่ไม่ใช่แฟนให้มาเป็นแฟนได้หมด เพราะร้องสดเต้นสดได้สุดยอด ส่งพลังให้คนดูได้แบบเต็มร้อยจริงๆ

ในฐานะคนดู เวลาดูลิซ่า perform นางเหมือนมีองค์ลงตลอด คล้ายเวลาดูนักกีฬาโอลิมปิกตอนแข่ง ที่ควบคุมทุกองค์ประกอบของร่างกายตัวเองได้ทั้งหมด น้องรู้จักวิธีขยับทุกส่วนของร่างกายให้ดูสวยงามแบบไม่ต้องพยายาม (แต่ถ้าลองทำตามก็จะรู้ว่ามันไม่ง่าย ไม่ชิลล์เหมือนที่ลิซ่าทำ)

เจนนีมีคิวแสดง Coachella ใกล้ๆ กันจึงมาดูลิซ่าอยู่แล้ว ส่วนโรเซ่ไม่ได้ขึ้น Coachella แต่ตั้งใจบินมาดู (ช่วงนั้นโรเซ่ไปร้องเพลง APT. ร่วมกับ Coldplay ในคอนเสิร์ตที่เกาหลีอยู่) และดีใจสุดๆ ที่ตอนแสดงจบ มีภาพตอนโรเซ่โผล่เข้ามากระโดดทับด้วย! (เราชอบโมเมนต์ลิซ่า-โรเซ่ในสารคดี Blackpink: Light Up the Sky ทาง Netflix มากๆ)

วันที่ลิซ่าแสดง Coachella คนเดียว เราว่าทั้งคุณแม่ เจนนี และโรเซ่ ที่ยืนดูอยู่ข้างล่าง ต้องภูมิใจในตัวลิซ่ามากแน่ๆ เพราะยัยหนูผู้ร่าเริงสดใสคนนั้น มักเน่(น้องเล็ก) ของวง สามารถปล่อยพลัง เป็นตัวของตัวเองเต็มที่บนสเตจใหญ่ 50 นาทีลำพังคนเดียวแบบพลังไม่ตก ท่ามกลางคลื่นมหาชนมหาศาล

Always Lalisa จึงไม่ใช่แค่สารคดีบันทึก 1 ปีที่ลิซ่าได้อิสรภาพจากการไม่ต้องเป็น Blackpink แต่คือชีวประวัติทั้งหมดของเธอในฉบับย่อ

อิสระที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในชีวิต จนถึงอายุ 14 ก่อนก้าวขาเข้าไปใน YG แล้วในปีนั้น เธอก็ได้รับอิสรภาพคืนมาอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่ถาวร เป็นอิสระที่มีนาฬิกานับถอยหลังวันที่จะต้องหวนกลับไปอยู่ในกรอบเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เป็นวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่ก็ยังอาจไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร แต่ได้กลับมาเป็นลิซ่าในแบบของตัวเอง ได้ทดลองสิ่งที่อยากทำแต่ทำไม่ได้มาตลอดมากมาย

ถ้าใครอยากได้แรงบันดาลใจ ก็เข้าไปดูเรื่องนี้เถอะค่ะ ไปดูว่าลิซ่ามี mindset แบบไหนถึงเอาชนะทั้งเสียงวิจารณ์ แอนตี้ ไปจนถึงสตอล์คเกอร์และการขู่คุกคาม มีคนรักย่อมมีคนเกลียด มีคนที่ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็พร้อมละเลงคีย์บอร์ดสาดคอมเมนต์เสียดแทง... แต่น้องก็ยังเลือกที่จะเดินทางบนเส้นทางสายนี้ต่อไป

เราคิดว่าแฟนๆ ของลิซ่าคงตีตั๋วเข้าไปชม Always Lalisa ในโรงกันอยู่แล้ว (เพราะดูจอใหญ่มันฟินจริงค่ะคุณ) แต่ถึงไม่ใช่แฟนของเธอ ก็สามารถเข้าไปรับพลังแบบ women empowerment ได้เต็มๆ เพราะมันคือเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องฝ่าฝันอะไรมากมายกว่าจะมายืนในจุดที่เธอยืนอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในอุตสาหกรรมเพลงเกาหลี ไม่ว่าจะเป็น k-pop idol ที่ไม่ได้รับการยอมรับในวงการเพลงตะวันตก

วันเวลาเหล่านั้นมันผ่านไปแล้ว ทุกวันนี้ ลิซ่าได้รับความรักและการยอมรับจากคนในวงการ มีทีมงานระดับโลกคอยซัพพอร์ต และเราก็อยากเห็นลิซ่างดงาม แข็งแรง ทรงพลัง และได้ทำในสิ่งที่น้องชอบแบบนี้ตลอดไป เพราะแฟนๆ เองก็ได้รับพลังจากการแสดงของน้องจริงๆ นั่นแหละนะ

ใครยังไม่ได้ดู Always Lalisa
เข้าฉายแล้วสัปดาห์นี้ ในโรงภาพยนตร์ค่ะ ไปดูกันได้เลยยยย!✨

ณัฐ อยู่ดีดี
15.10.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte
IG:
YouTube:
Tiktok:
Goodreads: nananatte

ถ้าคุณยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ณัฐมีคำถามทบทวนตัวเองข้อหนึ่งที่อยากแนะนำให้ถามตัวเองบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือเดื...
08/10/2026

ถ้าคุณยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ณัฐมีคำถามทบทวนตัวเองข้อหนึ่งที่อยากแนะนำให้ถามตัวเองบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละครั้งก็ยังดีค่ะ นั่นคือ... "MVA ของฉันคืออะไร?"

MVA (Most Valuable Activities) คือ งานสำคัญที่มีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อการสร้างรายได้ เราให้เวลาตัวเองในการทำ MVA มากน้อยแค่ไหน และงานที่ทำเสร็จไปนั้น เป็น MVA มากน้อยแค่ไหนกัน?

มาลองดูตัวอย่างกันค่ะ...

--

ตัวอย่าง MVA ของเจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ณัฐเพิ่งไปลองร้านกาแฟที่ยังไม่เคยเข้ามาค่ะ เป็นร้านที่ Introvert Friendly แบบสุดๆ เพราะอยู่ร้านนี้ ไม่ต้องคุยกับใครสักคำ กระทั่งไม่ต้องคุยกับบาริสต้าด้วย!

• เดินเข้าร้านปุ๊บ สแกน QR Code สั่งเครื่องดื่มเอง
• มีจอทีวีเรียกคิวใหญ่ๆ แบบธนาคาร
• เครื่องดื่มเตรียมไว้ให้ที่ชั้น 2 ถึงคิวก็เดินไปหยิบเอง แล้วเลือกนั่งได้เลย

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานที่มาคุยงานหรือเมาท์กับเพื่อน ไม่ใช่ร้านแนวนักท่องเที่ยว แต่เป็นร้านที่คน Local เค้าจะกระซิบบอกต่อกันว่า "ไปเจอร้านบรรยากาศดีมากเลยมาล่ะ"

ที่เด็ดมากคือ 'โต๊ะทุกตัว' สภาพพอดีกับการนั่งคุยงาน แต่ไม่เหมาะกับการนั่งแช่เปิดแล็ปท็อปหรือติวหนังสือทั้งวัน ปัญหาคนนั่งแช่ถูกตัดทิ้งตั้งแต่ตอนเจ้าของเลือกเฟอร์นิเจอร์แล้ว

ขณะที่ Starbucks ขายแนวคิด The Third Place ที่อยากให้บาริสต้าสนิทกับลูกค้า แต่ในฐานะอินโทรเวิร์ท บางทีเราก็แค่อยากได้พื้นที่สงบๆ เหมือนนั่งห้องรับแขกบ้านเพื่อนเท่านั้น มีกาแฟอร่อย วิวสวย มี privacy ถึงไม่ได้พูดกับใคร ถึงไม่ใช่บ้านตัวเอง แต่บรรยากาศทุกอย่างที่นี่มันก็สบายใจดีจัง!

และนี่แหละคือเหตุผลที่จะกลับไปอีก และจะบอกต่อเพื่อนด้วยว่าไปเจอร้านดีๆ มาล่ะ

เจ้าของร้านรู้ชัดว่าลูกค้าคือใคร แล้วออกแบบทุกอย่างตอบโจทย์คนกลุ่มนั้น นี่คือ MVA ของเขา (ซึ่งแต่ละธุรกิจก็จะมี MVA ไม่เหมือนกัน)

--

แล้วอาชีพอื่นล่ะ MVA หน้าตาเป็นยังไง?

นักเขียน
• MVA ทางตรง: เขียนต้นฉบับเรื่องถัดไปให้จบ, ออกแบบปกให้ดึงดูด, เปิดพรีออเดอร์, หาช่องทางจัดจำหน่าย

• MVA ทางอ้อม: edit ต้นฉบับ, ตรวจคำผิด, ส่งต้นฉบับเสนอสำนักพิมพ์

ส่วนการทำโซเชียลมีเดีย จัด Book Club หรือไปงานเสวนา หากชอบใจและสนุกที่จะทำก็ทำ เพราะมันก็ดีต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ แต่มันไม่ใช่ MVA ทั้งทางตรงและทางอ้อมค่ะ

แม่ค้าออนไลน์
• MVA ทางตรง: ภาพสินค้าที่ตรงปกและเห็นคุณสมบัติจริงชัดเจน (เช่น สวอชสีลิป เทียบขนาดว่าเล็กใหญ่ขนาดไหนเมื่อเทียบกับตัวคนตอนใช้งาน), ข้อมูลสินค้าครบ, ระบบชำระเงินง่าย, การไลฟ์สม่ำเสมอ

• MVA ทางอ้อม: แพ็กเกจจิ้งเรียบร้อย, การจัดส่งที่ปลอดภัย, โปรโมชั่นตามวันสำคัญที่จะมาถึง

--

เหตุผลที่เราต้องรู้ MVA ของตัวเอง

เพราะเวลาทำงาน เราทุกคนต่างมี To-do list ยาวเหยียดที่งอกใหม่ได้ไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเราไม่รู้ MVA คอยกำกับการกระทำของตัวเอง เราก็มีแนวโน้มจะเสียเวลาและพลังงานกับงานไม่สำคัญมากเกินไป เรียกว่า 'งานยุ่ง' แต่ไม่เคยทำสิ่งสำคัญเสร็จ แล้วก็รู้สึกเจ็บปวดว่าทำไมกันนะ ทั้งที่ฉันก็ทำงานตั้งมากมายและงานยุ่งขนาดนี้...

บางคนง่วนทำงานทั้งวัน... แต่ไม่มีเวลาวางบิลเก็บเงินลูกค้า (นั่น MVA ทางตรงเลยจ้าาาา!)

บางคนจมกับการหาข้อมูลทั้งวัน... แต่ไม่มีผลงานจับต้องได้ออกมาสักที (MVA ทางตรงไม่ออก เพราะติดลูปยังดีไม่พอ ยังรู้ไม่พอ ลูกค้าก็ไม่สามารถซื้อสินค้า/บริการของคุณได้สักทีนะคะ)

บางคนมัวแต่แก้ปัญหาจุกจิกรายวัน... จนไม่มีเวลาออกไปหาลูกค้ารายใหม่ (นั่น MVA ทางอ้อม ลูกค้าไม่รู้ว่าคุณมีตัวตนตรงนี้ แล้วเค้าจะมารับคุณค่าที่คุณพร้อมส่งมอบได้ยังไงกันล่ะ?)

แม้แต่การสละเวลาบ่ายวันศุกร์เพื่อมานั่งวางแผน 6 เดือนข้างหน้า การจัดสรรเวลาและพลังงานตรงนี้ ก็นับเป็น MVA เช่นกัน เพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้เราเอาชีวิตไปจมกับงานที่ไม่สร้างรายได้

ใครๆ ก็งานยุ่งกันทั้งนั้น... แต่ขอให้ในความยุ่งนั้น คุณได้ทำ MVA สำเร็จลุล่วงด้วย

Next Action: ลองเปิดปฏิทินเดือนนี้ดู แล้วถามตัวเองว่า "MVA ของฉันคืออะไร แล้วสัปดาห์นี้ฉันได้ทำมันไปบ้างหรือยัง?"

ถ้ายัง ก็กันเวลา 1 ชั่วโมงลงในแอป Calendar ของตัวเองได้เลย เพื่อจะได้มีเวลานั่งทำ MVA โดยไม่มีใครรบกวน

เมื่อรู้ MVA ของตัวเอง คุณจะกล้าตัดงานที่ไม่จำเป็นออก ลดทอนบทบาทความสำคัญของงานบางอย่างลง แล้วจะได้เหลือเวลาไปทุ่มเทให้กับสิ่งสำคัญจริงๆ

แล้วคุณล่ะคะ MVA ของงานที่คุณทำอยู่ตอนนี้คืออะไร?

👇ลองพิมพ์ตอบลงมาในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ เผลอๆ คำตอบของคุณอาจจะช่วยจุดประกายให้เพื่อนคนอื่นเห็น MVA ของตัวเองชัดขึ้นด้วยค่ะ 🌿

ณัฐ อยู่ดีดี
8.10.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte
IG:
YouTube:
Tiktok:
Goodreads: nananatte

ถูกปลุกจิตวิญญาณโอตาคุอย่างแรง🤓🔥 เพราะดันไปเห็นคุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ - ลวิตร์  เล่นเกม '9 มังงะที่มีอิทธิพลกับตัวตนของฉัน...
01/10/2026

ถูกปลุกจิตวิญญาณโอตาคุอย่างแรง🤓🔥 เพราะดันไปเห็นคุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ - ลวิตร์ เล่นเกม '9 มังงะที่มีอิทธิพลกับตัวตนของฉัน' แล้วเราอยากเล่นบ้าง ก็เลยตามค่ะ!

แต่พอลองทำดูก็พบว่า... ตาราง 9 ช่องที่เค้ามีให้ มันไม่พอ! 😆

คือเราอ่านมังงะมาตั้งแต่เด็ก อ่านทุกแนว ตั้งแต่โชเน็น โชโจ โจเซย์ วาย ผี คืออ่านการ์ตูนที่ไม่ได้มีไว้ให้เด็กอ่านมาตั้งแต่เด็ก
มังงะที่มีอิทธิพลต่อนิสัยใจคอ รสนิยม และวิธีการมองโลก มันก็เลยพูดยาก เพราะมันแบ่งได้ตามยุคประถม ม.ต้น ม.ปลาย มหาลัย และวัยทำงานด้วยอีกต่างหาก

ยิ่งคิดก็ยิ่งตอบไม่ได้ว่า 9 เรื่องไหนกันแน่ที่ทรงอิทธิพลที่สุด
ถึงกับนอนไม่หลับ...
โอย จริงจังกับเรื่องพวกนี้มาก บอกเลย! สาระล้วนๆ🤣

คือเนื่องจากมันใส่ได้แค่ 9 ช่อง
กับเรื่องที่ชอบมาก อ่านซ้ำเป็นสิบรอบ มาคิดดูดีๆ มันก็เป็น 'ผล' ไม่ใช่ 'เหตุ'
และตัวเราเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า 'ต้นกำเนิดวิธีการมองโลกและรสนิยมของตัวเองมาจากไหน?' ก็เลยสาวๆๆ กลับไป

ก็ต้องย้อนกลับไปเล่าเรื่องท่านแม่ของเราอีกครั้ง
ในขณะที่บ้านอื่นอาจปลูกฝังนิสัยการอ่านกันด้วยสารานุกรมกับนิทาน
แต่แม่ของเราวางรากฐานการอ่านให้เรามาตั้งแต่เด็กด้วย 'มังงะ' ค่ะ

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด โลกไม่ได้กว้าง แต่การ์ตูนญี่ปุ่นยุค 80-90 มันล้ำมาก มีอิสระเสรี ความเป็นไปได้ การเกิดขึ้นของบริษัทขนาดใหญ่ การเดินทางต่างประเทศที่สะดวกสบายขึ้น ผู้หญิงญี่ปุ่นมีการศึกษาสูงขึ้น ออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น ฯลฯ สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาในมังงะยุคก่อน จึงเป็นโลกกว้างที่ไปไกลกว่าขอบเขตเกาะญี่ปุ่น แถมมันก็ไม่ใช่การ์ตูนที่ทำมาให้เด็กอ่านอย่างเดียว แต่เป็นงานที่มีไว้ให้ผู้ใหญ่อ่าน ได้เรียนรู้สังคม ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรมของชาติบ้านเมืองอื่น ตัวเราเองก็เลยถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่ประถมด้วยการอ่านอะไรพวกนี้

และเนื่องจากเราเป็นลูกหลง แถมแม่เราแต่งงานช้าอีกต่างหาก แค่เราเกิดมา ภายในบ้านก็มีมังงะ 1-2 เจนก่อนหน้าเตรียมพร้อมไว้รอต้อนรับเราบนชั้นหนังสือแล้ว ตัวเรามีทั้งพี่ชายและพี่สาวด้วย ในบ้านก็เลยมีมังงะครบทุก genre เลยล่ะค่ะ

พอนั่งทบทวนดูจริงๆ เรื่องที่มีอิทธิพลต่อตัวตนของเรา ส่วนใหญ่ก็เลยไม่ใช่เรื่องแมสสักเท่าไร เอาเป็นว่า นี่คือ 9 เรื่อง จาก 9 อาจารย์นักวาด ที่ทรงอิทธิพลต่อตัวตนของเราที่สุดค่ะ!

Pygmalio – Shinji Wada (1978)

Professor Yanagisawa's Strange Investigation – Kazumi Yamash*ta (1988)

Sanchiro – S***a Kikuchi (1989)

Lipstick Combat – Kayono Saeki (1988)

P.A. – Michiyo Akaichi (1989)

Sailor Moon – Naoko Takeuchi (1991)

Nijiko Party – Tomoko Kuramochi (1983)

The Pharaoh's Grave – Keiko Takemiya (1975)

Murder License Kiba – Shinji Hiramatsu (1986)

ได้กลับมาทบทวนรากเหง้าที่หล่อหลอมตัวเราขึ้นมาแบบนี้สนุกและตื่นเต้นมากจริงๆ ทำให้เห็นเลยว่า 'ธีม' ที่เราอินตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการผจญภัย ความเรียบง่าย อาชีพการงาน ศิลปะ อิสระ ความเป็นมนุษย์ และการเติบโต... สิ่งเหล่านี้ยังคงส่งต่อมาถึงรสนิยมการอ่านหนังสือ การฟังเพลง ความบันเทิง คุณค่าที่เรามองว่าสำคัญ ไปจนถึงการใช้ชีวิตของเราในทุกวันนี้

สำหรับเรา มังงะจึงเป็นทั้งเพื่อน พี่เลี้ยง และอาจารย์ พาเราท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไปสัมผัสทั้งความสวยงามและความพังทลาย ก่อนจะพาเรากลับมาพบเจอความสุขเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน 📚

มังงะกับเราก็เลยเป็นสิ่งที่ตัดขาดกันไม่ได้ ถึงวันนี้จะไม่ได้อ่านเยอะเท่าตอนเด็กๆ แล้ว (มันแพงงงงงง) แต่เรื่องที่ชอบก็ยังตามเก็บอยู่ และได้แต่ภาวนาว่า... สนพ.โปรดอย่าดอง และโปรดแปลจนจบ! 🔥

ขอบคุณคุณพัณณิดาที่แนะนำเกมสนุกๆ แบบนี้มาให้ค่าาาา ^ ^

แล้วคุณล่ะคะ? มังงะเรื่องไหนมีอิทธิพลต่อตัวตนของคุณบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ 👇
ณัฐ อยู่ดีดี
1.10.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte
IG:
YouTube:
Tiktok:
Goodreads: nananatte

ได้รับการติดต่อจากคุณ Project Manager ท่านหนึ่ง นัดวันคุยกันเรียบร้อย พอถึงวันนัดหมาย จึงได้สอบถามว่าใครแนะนำมา คุณเค้าต...
24/09/2026

ได้รับการติดต่อจากคุณ Project Manager ท่านหนึ่ง นัดวันคุยกันเรียบร้อย พอถึงวันนัดหมาย จึงได้สอบถามว่าใครแนะนำมา คุณเค้าตอบว่า เจ้านายส่งให้มาคุยกับคุณณัฐ

เราก็อึ้งไป โอเคค่ะ เป็นไงมาไงคะ?

คุณเค้าก็เล่าเรื่องราวซับซ้อนสุดๆ มาให้เราฟัง ใจความสำคัญคือ เธอมีเจ้านายที่ขึ้นตรงอยู่แล้วในสายงานปกติ แต่ตอนนี้มีโปรเจกต์พิเศษของคุณเจ้าของบริษัทเข้ามาแทรก เธอจึงถูกดึงไปร่วมโปรเจกต์นั้น เพราะเธอจบมาในสายงานนั้นพอดี

และทีมที่ถูกตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อจัดการโปรเจกต์ของคุณเจ้าของ จัดว่าเป็น 'ดรีมทีม' เพราะดึงเอาที่สุดในแต่ละแผนกของบริษัทมาฟอร์มทีมรวมกัน รวมถึงจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกด้วย

ก็ฟังดูดีนี่นา และก็เข้าใจง่ายดีด้วย แล้วติดปัญหาอะไรเหรอคะ?

คุณเค้าก็เล่าต่อไป... ระหว่างที่เล่า เราเริ่มมองเห็นสาเหตุของปัญหาแล้ว แต่คุณเค้ายังมองไม่เห็น

รอจนคุณเค้าเล่าจบ เราก็ทึ่งมากทีเดียวที่เล่าเรื่องซับซ้อนหลายชั้นขนาดนี้ให้เราเข้าใจได้

คุณเค้าบอกว่า กว่าจะเรียบเรียงมาเล่าได้ขนาดนี้ คือคุยกับเจ้านายไป 4 รอบแล้ว และคุยกับเจ้าของไปอีก 1 รอบ แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่เข้าใจว่าปัญหาที่ทำให้คุณเค้าลำบากใจอยู่ตรงไหน จนเจ้านายบอกให้มาคุยกับคุณณัฐนี่ล่ะค่ะ

ว่าแล้วเราก็เริ่มหยิบชิ้นส่วนจากเรื่องเล่าที่คุณเค้าเล่ามาเรียงต่อกันใหม่ เหมือนเรียงโดมิโน

ปัญหาหลักของคุณคนนี้คือ Good Girl Syndrome เป็นนิสัยของเด็กดีเรียนเก่งที่ฝังรากลึก และอยากทำให้ทุกคนพอใจ จนทำให้ตัดสินใจฉับพลัน 1 ครั้งตรงจุด critical ลงไปจนทำให้เกิดเหตุการณ์พัวพันต่างๆ ตามมาอีก 3 อย่าง

และตรงจุด critical ณ วันเกิดเหตุที่หน้างานโปรเจกต์ส่วนตัวของเจ้าของ เกิดเหตุการณ์ที่ต้องมีใครสักคนรับผิดชอบเพื่อรับงานนี้ไปทำ และความคิดที่แว้บขึ้นมาในหัวเธอตรงนั้น คือ "ไม่มีใครทำได้เลย นอกจากเราที่จบสายงานนี้มา เราจึงต้องเป็นคนทำ ไม่งั้นงานจะเดินหน้าต่อไม่ได้"

เราจึงถามคุณเค้าไปว่า "ความคิดนี้เป็นความจริงเหรอคะ?"

คุณเค้าก็ยังดูจะงงๆ กับคำถาม

เราจึงถามย้ำไปว่า "ความคิดที่ว่า 'เพราะไม่มีใครอื่นมีความสามารถแบบนี้ ที่จะทำงานนี้ได้อีกแล้ว คุณจึงต้องเป็นคนทำ' เป็นข้อเท็จจริง จริงๆ เหรอคะ?"

คุณเค้าแลดูจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราจะสื่ออะไร แต่ยังแลดูจะอึ้งอยู่ เพราะยังอยู่ระหว่างประมวลผลความเข้าใจใหม่

เราจึงลองอีกที "ถ้าวันนั้น ตอนที่เกิดเรื่องตรงนั้น ไม่มีความคิดชิ้นนี้ มันจะเป็นยังไงบ้างเหรอคะ?"
..คุณเค้าเงียบไปนานมาก
ก่อนจะร้องออกมาเสียงดังมากหลังจากประมวลผลตามที่เราพูดเสร็จสิ้น

"ไม่มี! มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น! และฉันก็ไม่ต้องทำทุกอย่างที่ทำให้ปวดหัว ปวดใจ ทรมานตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา!"

"และที่จริง ฉันก็ไม่ต้องเป็นคนทำทั้งหมดนี้สักหน่อยนี่หว่า! แต่เราดันเป็นคนไปรับมาเอง!"

"ปริมาณงานขนาดนี้มันต้องจ้าง 1 คนมารับจบไปเลย และต้องเป็นคนมีประสบการณ์ตรง ชนิดที่แม่นเรื่องกฎหมายสุดๆ ด้วย ซึ่งคนๆ นั้นไม่ใช่เราแน่ๆ!"

"เจ้านายสายตรงก็บอกแต่แรกอยู่แล้วว่า ให้ไปช่วยเจ้าของก็พอ แต่ไม่ต้องไปเป็น Lead นะ พี่ไม่ได้จ้างเธอมาให้ทำงานพวกนี้"

อืมมม... ค่ะ เราก็รับฟัง พยักหน้าหงึกๆ

"แล้วทำไมเราถึงไปรับงานนี้มาได้ล่ะคะ?" อ้าว... ทีนี้ ณัฐโดนถามกลับซะงั้น 555

ณัฐอธิบายว่า เป็นเรื่องปกติของ Good Girl Syndrome ค่ะ มันไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นแพทเทิร์นพฤติกรรมที่เจอบ่อยในเด็กดีเรียนเก่ง (รวมถึงคุณผู้ชายด้วยนะคะ) คือมักจะประนีประนอม เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น ได้ผลงานเรียบร้อยเป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจตอนตรวจงาน... ตรงจุดนี้ต้องมีสติมากๆ ให้รู้เท่าทันความคิดตัวเอง เวลากำลังจะเผลอทำอะไรที่สืบเนื่องมาจากความ Good Girl ของตัวเอง

แต่อีกจุดหนึ่งที่เราเห็นก็คือ คุณคนนี้ไม่ชัดเจนเรื่อง 'คุณค่า' ที่เธอให้ความสำคัญ

ทุกโปรเจกต์ที่เธอเล่าให้เราฟังมาแบบสนุกสนาน เป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆ โครงการเพื่อชาวบ้าน การพัฒนาผู้ประกอบการ หรือแต่ละการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่พูดถึง ก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความ 'เล็กๆ'

เรารู้สึกได้ว่า ความ 'เล็กๆ' ที่เจริญเติบโตงอกงาม และสร้างผลดีต่อองค์รวม จะสอดแทรกอยู่ในทุกๆ สิ่งที่เธอเล่าอย่างภาคภูมิใจ เป็นความเหนื่อยที่เธอสนุกที่ได้ไปคลุกคลีกับตรงนั้น

ในขณะที่โปรเจกต์ส่วนตัวของคุณเจ้าของ มันคือโปรเจกต์หลักร้อยล้าน ซึ่งมันท้าทายความสามารถและน่าสนุกที่ได้ไปมีส่วนร่วม แต่เราไม่เห็นความสอดคล้องใดๆ กับคุณค่าที่คุณเค้าแลดูจะชอบเลยนี่นา

เราเลยถามคุณเค้ากลับไปว่า 'คุณค่า' ที่คุณให้ความสำคัญคืออะไรบ้างคะ?

ทีนี้คุณเค้าตอบไม่ได้แล้ว
เพราะไม่เคยทำความรู้จักตัวเองในจุดนี้

ณัฐจึงเล่าเรื่องสิ่งที่ณัฐมองเห็นจากการสนทนากับเธอ ตรงที่ณัฐคิดว่า คุณเค้าน่าจะชอบ ความเล็กๆ ยั่งยืน และความร่วมอยู่ร่วมเจริญของผู้คนและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลแบบนี้นะ 1234

คุณเค้าก็ตอบว่า ใช่ เหตุผลที่ลาออกจากบริษัทเดิม ก็เพราะว่าโปรเจกต์ที่ได้ทำมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเธอรู้สึกไม่สนุกแล้ว

จนกระทั่งมาทำงานที่นี่ และได้ทำสายงานที่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งหมดเลย

แล้วเธอถึงนึกประโยคที่เจ้านายสายตรงบอกเธอเอาไว้ว่า "อย่าให้เจ้าของเอาเธอไปใช้งานในฐานะ Lead เด็ดขาด พี่ไม่ได้จ้างเธอเข้ามาเพื่อให้ทำงานพวกนั้น"

คุยกับคุณ Project Manager คนนี้จบ ณัฐก็บอกให้เธอลองสรุปมาซิ ตกลงจะเอาอะไรกลับไปรายงานคุณเจ้านาย และคุณเจ้าของ

เธอจึงไล่เรียงมาตามโดมิโนที่ณัฐเรียงให้ดูว่า มันเกิดอะไร แล้วมันจึงเกิดอะไรตามๆ มา

หลังจากเธอมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พร้อมหลักการและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ พฤติกรรม และความเจ็บปวดของตัวเองแล้ว เธอก็ถามณัฐมาประโยคหนึ่งว่า "คุณณัฐทำได้ไง? เราเล่าให้เจ้านายฟังไป 4 รอบ เล่าให้เจ้าของฟังด้วย ไม่เห็นเค้าจะเข้าใจเราเหมือนคุณณัฐเลย"

เราก็ตอบเธอไปว่า ณัฐฝึก Active Listening ค่ะ และต้องมีสติมากๆ นะ
วิธีพัฒนาสติง่ายๆ ก็คือการเขียน Journaling ค่ะ

"เราก็เขียน journaling ทุกวันนะ!" คุณเค้าสวนกลับมาทันที

ณัฐก็ยิ้มและบอกไปว่า "งั้นถ้าอยากทำให้ได้มากกว่านี้ ต้องลองทำสมาธิทุกวันแล้วล่ะค่ะ"

การทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง คือการฝึก Metacognition หรือความสามารถในการมองเห็นความคิด เราจะแยกได้ว่าเราไม่ใช่ความคิด ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพในหัว หรือเสียงในหัว มันก็เป็นเพียงชิ้นส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเรา

เหตุผลที่เราฟังเรื่องเล่าของคุณเค้าแล้วเราสามารถเรียงทุกอย่างต่อกันมาได้ และบอกได้ว่าโดมิโนตัวไหนทำให้โดมิโนตัวอื่นๆ ล้มตามมาได้ ก็เพราะเรามองเห็นความคิดได้แบบนี้นั่นเอง

หลายๆ คนมีมายาคติว่า นั่งสมาธิเยอะๆ แล้วจะเห็นภูติผีปีศาจ เห็นเทพใดๆ ได้ ซึ่ง... ก็คงมีคนเห็นแหละ แต่ณัฐไม่เห็นหรอกนะ 55

ซึ่งก็คิดว่าดีแล้วที่เราไม่เห็น เพราะการมองเห็นความคิดและอารมณ์ตัวเองได้ โดยไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ มันเจ๋งกว่าตั้งเยอะ

แทนที่จะกลัวว่าฝึกสมาธิแล้วจะทำให้เจอนั่นโน่นนี่ ลองฝึกสมาธิด้วยความเข้าใจดูสิคะ มีครูสมาธิดีๆ ตั้งมากมายที่พร้อมให้เราไปเรียนรู้ด้วย ฝึกอย่างตั้งใจแล้วนำกลับมาปฏิบัติเองสม่ำเสมอที่บ้าน

ถ้าเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว การทำสมาธิก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น และมันก็ไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรเลย

แต่หากมองว่า การทำสมาธิยังเป็นยาขมเกินไป
ณัฐก็แนะนำผู้คนอยู่เสมอว่า มาเขียน Journaling กันเถอะ!
ง่ายดี สนุกด้วย ใช้เวลาน้อย และได้ฝึกมองเห็นความคิดอารมณ์ตัวเองชัดๆ แบบทำได้เองที่บ้านด้วยนะ
ณัฐ อยู่ดีดี
24.09.2026

ป.ล. วันก่อนไปถ่ายรูปคู่กับพระจันทร์มาค่ะ เราเพิ่งผ่านวันศารทวิษุวัต ซึ่งเป็นวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันพอดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลใหม่ (ฤดูใบไม้ร่วงทางฝั่งยุโรป และฤดูใบไม้ผลิทางฝั่งออสเตรเลีย) ในไทยอาจจะสังเกตความต่างของอากาศยากสักหน่อย แต่ตอนนี้เราก็เข้าสู่ครึ่งหลังของหน้าฝนที่ตกชุกสุดๆ แล้ว

ขออวยพรให้ทุกคนเริ่มต้นฤดูกาลใหม่นี้อย่างมีสติ และพบสมดุลภายในใจ ทั้งเรื่องการทำงานและการพักผ่อนนะคะ 🌿✨

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte
IG:
YouTube:
Tiktok:
Goodreads: nananatte

Focus Fix รุ่น 2 ปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ! 🧭🔒ตอนนี้เวลา 19:00 น. ณัฐขออนุญาตปิดระบบรับสมัครแล้วนะคะ หลังจากนี้ไป ก็จะข...
22/09/2026

Focus Fix รุ่น 2 ปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ! 🧭🔒
ตอนนี้เวลา 19:00 น. ณัฐขออนุญาตปิดระบบรับสมัครแล้วนะคะ หลังจากนี้ไป ก็จะขอทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปดูแลคุณนักเรียนทุกคนที่ตัดสินใจ ‘ตั้งหลัก’ ไปด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตด้วยรอยยิ้มค่ะ!

ณัฐเชื่อเสมอว่า “ทุกคนมีฤดูกาลของตนเอง” การตัดสินใจเลือกทำเพื่อตัวเองคือของขวัญที่ดีที่สุดแล้วค่ะ ไม่ว่ารอบนี้ทุกคนจะตัดสินใจเลือกเข้ามาลุยด้วยกันหรือไม่ก็ตาม

ขอบคุณจากใจจริงๆ ที่คอยติดตามและส่งกำลังใจให้ณัฐได้ผลิตคอนเทนต์ดีๆ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมี Well-being ที่ดีไปด้วยกันนะคะ 🌿✨

--
✨ สำหรับนักเรียนใหม่ของ Focus Fix!

วันศุกร์ที่ 25 ก.ย. 08:00 น. ณัฐจะทำการปลดล็อกเนื้อหา ‘ด่านที่ 1: CURRENT ME’ ให้เราได้เริ่มสำรวจพิกัดชีวิตตัวเองไปพร้อมกัน 🗺️

ใครที่เคยแอบส่อง Preview Edition มาก่อน
โปรดอย่าคิดว่าเนื้อหามันมีแค่นั้น เวอร์ชันเต็มก็คือเวอร์ชันเต็มจ้าาา

เตรียมตัวเองให้พร้อม อุ่นเครื่องมาดีๆ
สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดไป:

1️⃣ เช็กอีเมลกันด่วนๆ: เราจะได้รับอีเมล 2 ฉบับเพื่อ Log in เข้าสู่ระบบเรียน (ใครหาไม่เจอ ลองแอบส่องใน Spam/Junk mail ด้วยนะคะ)

2️⃣ เตรียมอุปกรณ์คู่ใจ: สมุด หรือ iPad/Tablet พร้อมดาวน์โหลดไฟล์ **Focus Book** ที่จะใช้งานคู่กันไปตลอดการเดินทางของเรา 📓📱

3️⃣ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง: พกความจริงใจกับหัวใจที่เปิดกว้างมาให้เต็มกระเป๋า แล้วเจอกันในบทเรียนแรกค่า! 🤍

ส่วนใครที่พลาดรอบนี้ไป ไม่ต้องเสียใจน้า

ยังสามารถติดตามคอนเทนต์ด้าน Well-being จากทุกช่องทางของ **อยู่ดีดี Live Well** ได้เหมือนเดิมค่ะ 🌷

ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยที่มาร่วมสนุกและเดินทางไปพร้อมกับณัฐตลอด 15 วันที่ผ่านมานี้

ตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเปิดคอร์สรอบใหม่ค่าาาา
ขอบคุณมากๆๆๆ เลยค่า💖💖💖
แล้วพบกันในคอร์สวันศุกร์นี้ค่ะ! 🤝✨

ณัฐ อยู่ดีดี
22.09.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: | YouTube: | Tiktok: | Goodreads: nananatte

#อยู่ดีดี
#ตั้งหลัก #ชัดเจน

⌛ [4 ชั่วโมงสุดท้าย!] หมดเวลาลังเลแล้วค่ะ ปิดรับสมัคร Focus Fix เวลา 19:00 น.🧭ตลอด 15 วันที่ผ่านมา ณัฐส่งรายละเอียดของ F...
22/09/2026

⌛ [4 ชั่วโมงสุดท้าย!] หมดเวลาลังเลแล้วค่ะ ปิดรับสมัคร Focus Fix เวลา 19:00 น.🧭
ตลอด 15 วันที่ผ่านมา ณัฐส่งรายละเอียดของ Focus Fix เอาไว้ให้คุณไปหมดแล้ว ในนาทีนี้บอกเลยว่า "หมดเวลาอ่านและลังเล" แล้วค่ะ เหลือแค่การตัดสินใจครั้งสำคัญของเราเองเท่านั้น!

เพราะความเชื่อที่ว่า “ไว้รอพร้อมก่อน แล้วค่อยเริ่ม” คือตัวการสำคัญที่คอยขัดขวางความก้าวหน้าของเรามาโดยตลอด

หากวันนี้คุณสับสน แล้วยังไม่ยอมจัดระเบียบความคิด
ความยุ่งเหยิงก็จะคิดวนซ้ำในหัวของเราต่อไปเรื่อยๆ แบบนั้น
เคยเป็นมายังไง มันก็จะเป็นเหมือนเดิมต่อไปนะคะ…

ตรงหน้าเราตอนนี้มี 2 ทางเลือก

[ทางเลือกที่ 1]
ปิดโพสต์นี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม วนเวียนกับความรู้สึกเดิมๆ และแบกความว่างเปล่าลึกๆ ต่อไปอีก 1 ไตรมาส

[ทางเลือกที่ 2]
ตัดสินใจ ‘ตั้งหลัก’ ก่อน 1 ทุ่มวันนี้! แล้วมาร่วมเดินทาง 13 สัปดาห์ไปกับ Focus Fix สกัด Focus3 Strategy ออกมาเป็น GPS ภายใน แล้วเตรียมตัวไปฉลองชัยชนะส่งท้ายปี 2026 ต้อนรับปี 2027 ด้วยความภาคภูมิใจเลยว่า... “ในที่สุด ฉันก็ได้เลือกทำเพื่อตัวเองจริงๆ สักที!” 🤍

ถ้าเลือก ‘ตั้งหลัก’ ด้วยกัน คุณจะได้อะไรกลับไปบ้าง?

🔹 Focus Fix Curriculum (หลักสูตรตลอดชีพ): บทเรียนวิดีโอสั้นๆ ดูจบปุ๊บ ทำตามได้ปั๊บตามจังหวะชีวิตเราเลย จะกลับมาดูซ้ำกี่รอบก็ได้

🔹 Digital Journaling Toolkit (PDF): ชุดคำถามทรงพลัง ไม่ต้องมานั่งจ้องหน้ากระดาษว่างเปล่าตาปริบๆ แค่ตอบคำถามไปตามแนวทางที่ปูไว้ให้เรียบร้อย

🔹 Mini-Module 7C Super Powers: ตัวช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ ล้มแล้วลุกไว โดยไม่ต้องคอยโบยตีตัวเอง

🔹 Feedback Support & Monthly Support: ทำการบ้านแล้วสงสัย ติดขัดตรงไหน ส่งคำถามปรึกษาคุณณัฐได้โดยตรงตลอด 13 สัปดาห์เต็ม!

📢 ราคาพิเศษ: 3,880 บาท (จะเข้าเรียนกี่ครั้งก็ได้ ดูได้ตลอดไป คุ้มมากจริงๆ)

⚠️ ย้ำอีกครั้ง: ปิดรับสมัคร เย็นนี้ เวลา 19:00 น. และยังไม่มีกำหนดว่าจะเปิดรอบใหม่เพิ่มค่ะ

🔗 คลิกสมัครเรียน Focus Fix รุ่น 2 ก่อนปิดระบบ 1 ทุ่มตรงได้ที่นี่: [https://www.uddlivewell.com/]

อย่าปล่อยให้ความลังเลมาขโมยเวลาชีวิตเราไปอีกเลยนะคะ

ถ้าพร้อมจะหยุดวิ่งตามคนอื่นแล้วปักหมุดก้าวเดินในจังหวะของตัวเอง...
ณัฐรอต้อนรับทุกคนอยู่ในคอร์ส
เปิดเรียนพร้อมกันด่านที่ 1 เช้าวันศุกร์นี้แล้วค่ะ
มาลุยไปด้วยกันนะคะ 🌷✨

#อยู่ดีดี
#ตั้งหลัก #ชัดเจน

📢 โอกาสสุดท้ายแล้วค่ะ! เตรียมส่งท้ายปี 2026 ด้วยชัยชนะ🎄แล้วก้าวสู่ปี 2027 แบบทรงพลังไปด้วยกัน!✨นี่คือเช้าวันสุดท้ายของกา...
22/09/2026

📢 โอกาสสุดท้ายแล้วค่ะ! เตรียมส่งท้ายปี 2026 ด้วยชัยชนะ🎄แล้วก้าวสู่ปี 2027 แบบทรงพลังไปด้วยกัน!✨

นี่คือเช้าวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร Focus Fix ค่ะ! ถ้าเราเริ่มต้น ‘ตั้งหลัก’ ไปด้วยกันวันนี้ อีก 13 สัปดาห์หลังจากนี้จะสิ้นสุดลงตรงช่วงสิ้นปี 2026 พอดี🗓️🥂

ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังว้าวุ่นกับการตั้ง New Year's Resolution แบบเดิมๆ (ที่เดี๋ยวก็ลืม...)

คุณจะเป็นคนที่ยิ้มกว้างให้ตัวเองนำไปก่อนแล้ว😘

คุณฉลองชัยปิดไตรมาสสุดท้ายของปีอย่างเต็มภาคภูมิได้ เพราะมี Focus3 Strategy เป็น GPS ภายในที่ส่งให้คุณทำสำเร็จจริงมาแล้วตลอด 90 วัน แถมปีหน้าก็ลุยต่อได้ยาวๆ เลยแบบไม่ต้องมานั่งตั้งเป้าหมายใหม่ให้เหนื่อยใจอีก!

Q:ใน 13 สัปดาห์นี้ เราจะได้ลุยอะไรกันบ้าง?

🎯 สบตากับความจริงและสกัดเป้าหมาย: สิ้นสุดความว้าวุ่นใจ แล้วสร้างแผน Focus3 ที่ทำได้จริงใน 90 วันแบบเน้นๆ ออกมา

🤍 กู้คืนชีวิตตัวเอง: เลิกโบยตีตัวเอง เลิกบีบคั้นเคี่ยวเข็น แต่ขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจ แบบเป็นมิตรกับตัวเองจริงๆ

📚 จัดเต็มระบบสนับสนุน: วิดีโอ Self-study เข้าเรียนได้ตลอดชีพ คู่มือ Digital Journaling Toolkit พร้อมส่งคำถามมาปรึกษาคุณณัฐได้โดยตรงตลอด 3 เดือน!

📢 โอกาสสุดท้ายจริงๆ แล้วนะคะ! (ราคาพิเศษ 3,880 บาท - Lifetime Access เข้าเรียนได้ตลอดชีพ)

ระบบปิดรับสมัคร: เย็นนี้ (22 กันยายน 2026) เวลา 19:00 น. เป๊ะๆ เท่านั้น!

🔗 สมัครเรียน Focus Fix รุ่น 2 ก่อนปิดระบบได้ที่นี่
https://www.uddlivewell.com/

ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสตัวเองได้ใช้เวลาเพื่อชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่นะคะ

แล้วพบกันในคอร์ส
มายิ้มกว้างรับปีใหม่นี้ไปด้วยกันค่ะ! 🤍☕️

#อยู่ดีดี

#ตั้งหลัก #ชัดเจน

EP ใหม่มาแล้วค่ะ ว่าด้วย Upper Limit Problem หรือ อาการชนเพดาน ติดเพดานที่มองไม่เห็น ซึ่งปิดกั้นเราไว้ไม่ให้ก้าวหน้า สุข...
20/09/2026

EP ใหม่มาแล้วค่ะ ว่าด้วย Upper Limit Problem หรือ อาการชนเพดาน ติดเพดานที่มองไม่เห็น ซึ่งปิดกั้นเราไว้ไม่ให้ก้าวหน้า สุขไม่สุด และสำเร็จไม่เต็มที่

ใครทำงานเก่ง แต่ไม่มีความสุข และงงมากด้วยว่าทำไมชีวิตเราถึงเจอเรื่องดราม่า เรื่องซวยบ่อยจังนะ... เชิญจิ้มดู EP นี้แล้วไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานของจิตใต้สำนึกและสมองของเรากันเถอะ รู้จัก Cognitive Dissonance เอาไว้ แล้วใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันสมองตัวเองนะคะ!

ดูคลิปนี้แล้วคุณจะเข้าใจเลยว่าทำไมณัฐถึงตั้งชื่อคลิปนี้ว่า 'อนุญาตให้ตัวเองก้าวหน้า พบความสุข ความสำเร็จเถอะ'

--

อื่นๆ ใดของคลิปตอนนี้คือ ณัฐเลือกปกคลิปไฟนอลไม่ได้ค่ะ😅
สุดท้ายได้ออกมาเป็น 2 ปกนี้ที่คุณเห็นอยู่

ณัฐชอบทั้งคู่ และทั้งสองภาพก็สื่อสารกันคนละแบบ
พอเลือกไม่ได้จริงๆ ณัฐก็เลยไปใช้ A/B Testing ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นหลังบ้าน YouTube ค่ะ

มันจะทำให้เวลาแต่ละท่านเห็นหน้าปกของคลิปนี้ ก็จะเห็นแตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าใครจะเจอปกบนหรือปกล่างค่ะ (เก๋ใช่ไหมล่ะ มีฟังก์ชันแบบนี้ด้วยนะ)

แล้วพอครบกำหนด 2 สัปดาห์ เดี๋ยวอัลกอริธึมของ YouTube จะเป็นคนสรุปผลให้ว่า ปกไหนเป็นที่ถูกใจของคนดูมากกว่า แล้วปกนั้นก็จะกลายเป็นปกคลิปถาวรของคลิปนี้ไปค่ะ :-)

ถ้าใครเห็นคลิปนี้เด้งขึ้นมาบนฟีด YouTube ของตัวเองแล้ว
👇ไหนพิมพ์บอกหน่อยว่าคุณเห็นปก A หรือ B คะ?

--

ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู
ก็ไปจิ้มดูได้ที่ลิงค์นี้เลยค่าาาา
🔗https://youtu.be/jtbIcvSHGWg

ณัฐ อยู่ดีดี
20.09.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte
IG:
YouTube:
Tiktok:
Goodreads: nananatte

คุณแอบคิดว่า "งานยุ่งงงงง กลัวสมัครแล้วไม่มีเวลาเรียน" อยู่รึเปล่า? Focus Fix เกิดขึ้นระหว่างที่ณัฐต้องเอาชีวิตตัวเองให้...
19/09/2026

คุณแอบคิดว่า "งานยุ่งงงงง กลัวสมัครแล้วไม่มีเวลาเรียน" อยู่รึเปล่า? Focus Fix เกิดขึ้นระหว่างที่ณัฐต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอดในช่วงที่ยุ่งสุดๆ เหมือนกัน ดังนั้น ณัฐจึงตั้งใจออกแบบบทเรียนมาให้กระชับและกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวันได้แบบชิลล์ๆ ☕️

มาลองดูรีวิวจากคุณๆ วัยทำงานที่ตะลุย Focus Fix รุ่น 1 ผ่านกันไปแล้วดีกว่า 👇

👩‍🏫 "ตอนแรกคิดว่าเวลาไม่ลงตัวกับงาน แต่พอได้ทำจริงรู้สึกว่ามันกลืนไปกับชีวิตได้... ดีใจที่ได้เรียนและได้ทบทวนชีวิตผ่านคอร์สนี้ ได้พลังและสติกลับคืนมาหาตัวเองทันทีค่ะ" — อาจารย์พิเศษ

📚 "สนุกจริง ตื่นเต้นมากเลย แต่ละ session สั้นค่ะ แต่ภาคปฏิบัติยาว ยาวเพราะคนเรียนเยอะเอง🤣 ช่วงนี้ทำ project นึงอยู่ ก็เอา Focus Fix มาใช้ค่ะ มันเป็นสากลมากเลย แล้วเราปรับตามที่เราสนใจในขณะนั้น คือเป็นระบบที่เราได้ทบทวนชีวิตจริงๆ" — เพจมากมายก่ายกองดอง

☕️ "ก่อนมาเรียน รู้สึกว่าจัดการเวลาไม่ดี นอนน้อยกว่าที่ควร ทำ Focus Fix เสร็จแล้วโล่ง เหมือนที่เดินทางมามันนำมาสู่จุดที่เราตกลงกับตัวเองได้แล้วว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรเป็นที่สุดก่อน เพื่อให้อย่างอื่นทำได้ง่ายขึ้น เป็นโดมิโนตัวแรกที่จะส่งผลต่อตัวถัด ๆ ไป" — ค้าขาย

Q: งานยุ่งแค่ไหน ก็ตั้งหลักได้แบบไม่ต้องเพิ่มภาระให้ชีวิต เพราะ…

🔸 วิดีโอสั้น กระชับ: คลิปละ 5-15 นาทีเท่านั้น ดูจบปุ๊บ ลงมือทำตามได้ทันที ไม่มียืดเยื้อ

🔸 ทยอยเรียนทีละสัปดาห์: ปลดล็อกเนื้อหาทีละด่าน เริ่ม 25 ก.ย. นี้ เพื่อป้องกันสภาวะข้อมูลท่วมท้น (Information Overload) เราจะค่อยๆ ออกเดินทางสำรวจตัวเองไปพร้อมๆ กันค่ะ

🔸 กะเวลามาให้แล้ว: แบบฝึกหัดส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ 10-15 นาที จะแวะทำหลังเลิกงานกรุบกริบ หรือรวบยอดทำวันเสาร์-อาทิตย์ก็ได้ เอาที่จังหวะชีวิตของเราสะดวกเลยค่ะ 🤍

📢 โค้งสุดท้ายแล้ว!

Focus Fix รุ่น 2 (ราคาพิเศษ 3,880 บาท - Lifetime Access เข้าเรียนได้ตลอดชีพ)

ปิดรับสมัคร: 24 กันยายน 2026 นี้เท่านั้น!

🔗 สมัครเรียนและเริ่มตั้งหลักให้ตัวเองได้ที่นี่
https://www.uddlivewell.com/

สิ้นสุดความสับสน
จัดระเบียบโฟกัส
แล้วกลับมาทุ่มเทให้กับสิ่งสำคัญของตัวเองจริงๆ สักทีนะคะ! 🎯✨

#อยู่ดีดี
#ตั้งหลัก #ชัดเจน

ที่อยู่

Chiang Mai

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ nananatte โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์