Healthy Space Forum

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Healthy Space Forum นักออกแบบ นักวิจัย และที่ปรึกษาด้านการออกแบบเมือง ที่ตั้งใจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองไปพร้อมกับออกแบบร่วมกับชุมชน

ค้นคว้าและวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะเมือง

เวลาเราพูดถึงพื้นที่สาธารณะ เรามักนึกถึงสนามหญ้า ต้นไม้ ที่นั่ง ทางเดิน หรือพื้นที่ที่ออกแบบมาอย่างดี มีหน้าตาสวยงาม แต่...
09/10/2026

เวลาเราพูดถึงพื้นที่สาธารณะ เรามักนึกถึงสนามหญ้า ต้นไม้ ที่นั่ง ทางเดิน หรือพื้นที่ที่ออกแบบมาอย่างดี มีหน้าตาสวยงาม แต่สำหรับ ยาน เกห์ล (Jan Gehl) นักออกแบบเมืองและสถาปนิกชาวเดนมาร์ก คุณภาพของพื้นที่สาธารณะไม่ได้มีเพียงเรื่องหน้าตาและองค์ประกอบทางกายภาพ แต่ต้องคิดถึงคนที่เข้ามาใช้งานและพฤติกรรมของพวกเขาด้วย
แนวคิดเหล่านี้ถูกอธิบายไว้ใน Cities for People หนังสือด้านผังเมืองของเขาเมื่อปี ค.ศ. 2010 ตลอดทั้งเล่ม เกห์ลพูดถึงหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบเมืองไว้หลากหลาย แต่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือการเรียกร้องให้เมืองกลับมาให้ความสำคัญกับมนุษย์ หลังจากการวางผังและออกแบบเมืองในอดีตให้ความสำคัญกับรถยนต์และอาคารมานานจนละเลยวิถีชีวิตของผู้คนไป
เรื่องราวระหว่างบรรทัดของหนังสือเล่มนี้จะชวนให้เรามองเมืองใกล้ตัวยิ่งขึ้น เพื่อพบว่ารายละเอียดหลายอย่างรอบตัวเราที่ดูธรรมดา ล้วนมีส่วนกำหนดประสบการณ์การใช้พื้นที่สาธารณะแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่สภาพแวดล้อมที่เราเดินผ่าน พื้นที่ที่เราเลือกหยุด ดู และจดจ่อ ไปจนถึงการได้พบปะพูดคุยกับคนรอบตัว
จากความคิดและรายละเอียดต่าง ๆ ในหนังสือของเขา Healthy Space Forum จึงลองหยิบมาสรุปเป็น 4 ประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อชวนดูว่า พื้นที่สาธารณะที่ดีควรเป็นอย่างไร ผ่านมุมมองของหนังสือเล่มนี้
.
📌 ต้องทำให้คนรู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะใช้งาน
ในมุมมองของเกห์ล การออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ดีต้องเริ่มจากการคิดถึงประสบการณ์ของคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ก่อน เพราะต่อให้ออกแบบมาดีแค่ไหน แต่ถ้าเดินแล้วร้อน ไม่มีร่มเงา นั่งแล้วไม่สบาย หรือรู้สึกว่าต้องคอยระวังรถอยู่ตลอดเวลา เราก็คงไม่อยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นเท่าไหร่ ความสบายจึงไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็ก ๆ ของการออกแบบ แต่เป็นพื้นฐานที่มีส่วนในการตัดสินใจว่าเราอยากจะใช้เวลาอยู่กับพื้นที่อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเดิน หยุด นั่งพัก หรือทำกิจกรรมอื่นๆ
ขณะเดียวกัน ความรู้สึกปลอดภัยก็เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมรอบตัว พื้นที่ที่ผู้คนสามารถมองเห็นและรับรู้กันได้ง่าย มีผู้คนใช้งานอยู่ ยังรวมไปถึงคุณภาพของพื้นที่ เช่น มีแสงไฟสว่างเพียงพอในเวลากลางคืน ย่อมช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสบายใจ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยด้วย
📌 เปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่ได้หลากหลาย
เมื่อพื้นที่ทำให้เรารู้สึกสบายและปลอดภัยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ พื้นที่นั้นเปิดโอกาสให้เราใช้ชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน พื้นที่สาธารณะที่ดีไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าคนต้องใช้พื้นที่อย่างไร แต่ควรเปิดโอกาสให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การเดินเล่น นั่งพัก รอเพื่อน ไปจนถึงพบปะพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
เกห์ลแบ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กิจกรรมที่จำเป็น (Necessary Activities) เช่น การเดินทางไปทำงาน การไปซื้อของ หรือการรอรถ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราต้องทำไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร กิจกรรมทางเลือก (Optional Activities) เช่น การนั่งพัก เดินเล่น หรือใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะเกิดขึ้นมากขึ้นเมื่อพื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและน่าใช้งาน และ กิจกรรมทางสังคม (Social Activities) เช่น การพูดคุย การพบปะ หรือการสังเกตผู้คนรอบตัว ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่เอื้อให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน
ดังนั้น พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่รองรับกิจกรรมเหล่านี้ และเปิดโอกาสให้ผู้คนเลือกใช้พื้นที่ได้หลากหลายตามความต้องการ
📌 ให้คนได้พบปะและใช้เวลาร่วมกัน
พื้นที่สาธารณะไม่ได้มีไว้สำหรับการใช้งานของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้เห็นชีวิตของคนอื่น เราอาจไม่ได้ออกจากบ้านเพื่อไปพบใครโดยเฉพาะ แต่ระหว่างทางเราอาจเห็นคนกำลังนั่งคุยกัน เด็กกำลังเล่น ผู้สูงอายุกำลังพักผ่อน หรือร้านค้ากำลังต้อนรับลูกค้า สิ่งเหล่านี้คือกิจกรรมเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นชีวิตของเมือง
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของเกห์ลคือ ‘ชีวิตระหว่างอาคาร’ (Life Between Buildings) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นที่ว่างระหว่างตึกต่างๆ แต่หมายถึงกิจกรรมและชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ ตั้งแต่การเดิน การนั่งพัก ไปจนถึงการพบปะพูดคุยกับคนอื่น
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นกิจกรรมที่เราตั้งใจออกไปพบเห็น แต่การได้เห็นชีวิตของคนอื่นระหว่างทาง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมืองรู้สึกมีชีวิต และทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพบเห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ของคนอื่นรอบตัวได้
📌 เปิดพื้นที่ให้เชื่อมต่อกับเมืองรอบตัว
นอกจากคุณภาพของพื้นที่สาธารณะแต่ละแห่งแล้ว เกห์ลยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับเมืองโดยรอบด้วย พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ควรเป็นพื้นที่ที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยว แต่ควรเชื่อมต่อกับทางเดิน อาคาร ร้านค้า ถนน และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ เพื่อให้คนสามารถเคลื่อนที่และรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่างของอาคาร (ground floor) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอาคารกับพื้นที่สาธารณะ การมีหน้าร้าน ประตู หน้าต่าง หรือกระจกใส ที่ทำให้คนภายในและภายนอกรับรู้ถึงกันได้ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้าง ‘soft edges’ หรือขอบพื้นที่ที่เชื่อมโยงคน อาคาร พื้นที่สาธาณะ และเมืองเข้าด้วยกัน
ทางเดินที่ต่อเนื่อง พื้นที่หน้าร้านที่เปิดสู่ถนน หรือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เราแวะพักระหว่างทาง อาจดูเป็นองค์ประกอบธรรมดา แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การเดินทางผ่านเมืองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อไปจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หากยังเปิดโอกาสให้เราเดิน หยุด มองเห็นผู้คน และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวไปพร้อมกัน
#พื้นที่สาธารณะ

08/10/2026

ทำไมถึงต้องมีลานสาธารณะใกล้บ้านและตลาดต้องปรับตัวยังไงในยุคนี้ #คลองเขื่อน #ฉะเชิงเทรา

UN-Habitat ชวนทั่วโลกกลับมาทบทวนสถานการณ์ด้านที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ของประชาชน ในวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat D...
07/10/2026

UN-Habitat ชวนทั่วโลกกลับมาทบทวนสถานการณ์ด้านที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ของประชาชน ในวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) หรือวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมในทุกๆ ปี และในปีนี้ ธีมหลักของงานคือ ‘Adequate Housing for All’ หรือ ‘สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอสำหรับทุกคน’ ท่ามกลางปัญหาประชากรราว 2.8 พันล้านคนทั่วโลก ต้องเผชิญภาวะที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอในรูปแบบต่างๆ ทั้งจากปัญหาราคาบ้านที่สูงขึ้น ความไม่มั่นคงของที่อยู่อาศัย การขยายตัวของชุมชนแออัด และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ
เมื่อพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยมีอยู่อย่างจำกัด บางทีสิ่งที่เราต้องทบทวนอาจไม่ใช่เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ทุกคนมีบ้าน แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถจัดสรรพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกคนได้เข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการอยู่อาศัยให้มากที่สุดด้วย
หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ ถูกเล่าผ่านสารคดี ‘Living Together: The Story of De Warren (2023)’ เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งในอัมสเตอร์ดัม ที่อยากหาวิธีใช้ชีวิตร่วมกัน ไปจนถึงวันที่พวกเขาตัดสินใจสร้างที่อยู่อาศัยของตัวเองขึ้นมา จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของอยู่อาศัยแบบ Coopeartive Housing ของประเทศเนเธอร์แลนด์จนถึงทุกวันนี้
📌เมื่อ ’บ้าน’ เริ่มต้นจากการอยากอยู่ด้วยกัน
เรื่องราวของ De Warren เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันทำกิจกรรมและจัดงานต่างๆ ภายใต้ชื่อ KONIJN ก่อนที่ประสบการณ์จากการใช้ชีวิตการเกษตรแบบยั่งยืน (Permaculture) ของพวกเขาในโปรตุเกส จะทำให้แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกันเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อพวกเขาต้องการพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัย ทำกิจกรรม และดูแลกันได้ในระยะยาว จึงเกิดความคิดที่จะสร้างบ้านของตัวเองขึ้นมา แม้ในตอนนั้นแทบไม่มีใครในกลุ่มมีประสบการณ์ในการสร้างอาคารมาก่อนเลยก็ตาม
จากความคิดที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงความฝันของกลุ่มเพื่อน เรื่องราวค่อย ๆ กลายเป็นโครงการจริง เมื่อพวกเขาเข้าร่วมการประมูลที่ดินของเมืองอัมสเตอร์ดัมในปี 2017 และได้รับเลือกให้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบน Centrumeiland จนเกิดเป็น De Warren อาคารที่มีที่อยู่อาศัย 36 ยูนิต และเปิดให้ผู้อยู่อาศัยเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนา ออกแบบ ไปจนถึงการบริหารจัดการอาคารร่วมกัน
📌บ้านที่ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอย่าง
สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้พยายามทำให้แต่ละบ้านมีพื้นที่ครบถ้วน แต่เลือกแบ่งพื้นที่บางส่วนออกมาเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน De Warren จัดสรรประมาณ 30% ของพื้นที่อาคารให้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง ทั้งห้องครัวส่วนกลาง ห้องนั่งเล่น พื้นที่ทำงาน ห้องดนตรี ห้องทำงานช่าง พื้นที่สำหรับเด็ก ห้องเงียบ สวน เรือนกระจก และพื้นที่บนดาดฟ้า ขณะที่แต่ละคนยังคงมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองสำหรับการอยู่อาศัย
แนวคิดนี้ทำให้คำว่า ‘บ้าน’ ใน De Warren ไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นที่ภายในห้องของแต่ละคน แต่ขยายออกไปสู่พื้นที่อื่นๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานร่วมกันได้ ห้องครัวไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับทำอาหาร แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากแต่ละกลุ่มที่อยู่อาศัยได้พบกัน ห้องนั่งเล่นไม่ได้อยู่ภายในห้องใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่สามารถนั่งคุย รับประทานอาหาร หรือทำกิจกรรมร่วมกันได้ และพื้นที่ส่วนกลางที่กระจายอยู่ทั่วอาคารก็ทำให้การพบเจอกันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
📌ความหมายใหม่ของคำว่าบ้าน
สิ่งที่ De Warren ทำให้เห็นจึงไม่ใช่แค่การแบ่งปันพื้นที่ แต่คือการตั้งคำถามใหม่กับวิธีที่เราใช้พื้นที่ในการอยู่อาศัย หากทรัพยากรมีจำกัด เราจำเป็นต้องมีห้องทุกประเภทอยู่ในบ้านของตัวเองหรือไม่ หรือบางพื้นที่อาจทำงานได้ดีกว่าหากถูกออกแบบให้หลายคนใช้ร่วมกัน การยอมมีพื้นที่ส่วนตัวที่เล็กลงจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีพื้นที่สำหรับชีวิตน้อยลง แต่พื้นที่สำหรับชีวิตบางส่วนอาจย้ายออกจากขอบเขตของบ้านส่วนตัว และกลายเป็นพื้นที่ที่เราใช้ร่วมกับคนอื่นแทน
แน่นอนว่าเรื่องราวของ De Warren ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องอยู่อาศัยในรูปแบบเดียวกัน หรือการลดขนาดพื้นที่ส่วนตัวจะเป็นคำตอบของวิกฤตที่อยู่อาศัยทั้งหมด เพราะการมีพื้นที่ส่วนตัวที่เพียงพอยังคงเป็นส่วนสำคัญของคุณภาพชีวิต สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือวิธีคิดเบื้องหลังโครงการนี้ ซึ่งชวนให้เรามองว่า คุณภาพของบ้านอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าภายในห้องของเรามีพื้นที่มากแค่ไหนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเข้าถึงพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตอื่นๆ ได้มากเพียงใด
Living Together: The Story of De Warren จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างอาคารหลังหนึ่งในอัมสเตอร์ดัม แต่เป็นเรื่องของการทดลองหาคำตอบว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในเมืองที่พื้นที่และทรัพยากรมีจำกัด จากกลุ่มเพื่อนที่เริ่มต้นด้วยความคิดอยากมีพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตร่วมกัน สู่การสร้างบ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัวขนาดกะทัดรัดและพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ เรื่องราวของ De Warren อาจชวนให้เรากลับมาคิดอีกครั้งว่า บ้านที่ดีอาจไม่ใช่บ้านที่มีทุกอย่างอยู่ข้างใน แต่คือบ้านที่ทำให้เรามีทั้งพื้นที่สำหรับตัวเอง และพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้เช่นกัน

06/10/2026

น้ำท่วมส่งผลกับภาคธุรกิจยังไง เมื่อบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาประเทศที่มั่นคงจากภัยพิบัติ

#น้ำท่วม #ภัยพิบัติ #ฝนตก

เมื่อเด็กๆ เล่น เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง 👀ตลอดการลงไปดูพื้นที่เล่นหลังออกแบบเสร็จและตลอด 3 วันของกิจกรรม PA ADVENTURE DAY ...
06/10/2026

เมื่อเด็กๆ เล่น เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง 👀
ตลอดการลงไปดูพื้นที่เล่นหลังออกแบบเสร็จและตลอด 3 วันของกิจกรรม PA ADVENTURE DAY IN SCHOOL เมื่อวันที่ 18–20 สิงหาคมที่ผ่านมา พวกเราได้พาน้องๆ ออกมาผจญภัยในโรงเรียนวัดดวงแข โรงเรียนวัดสุวรรณาราม และโรงเรียนวัดม่วงแค
การผจญภัยครั้งนี้เป็นการให้น้องๆ มาทดลองเล่นจริง ใช้จริง ไม่ว่าจะวิ่ง กระโดด เดิน และเล่นเกมฐานต่างๆ ในงานออกแบบใหม่ที่ได้ทำไว้ ซึ่งสิ่งที่เราได้กลับมาไม่ใช่แค่บรรยากาศของความสนุกสนาน เพราะระหว่างที่เด็กๆ เล่นเราก็ได้ฝึกสังเกตไปด้วยว่า อะไรทำให้เด็กอยากเล่น อะไรทำให้เล่นได้นานขึ้น และอะไรที่ทำให้บางคนไม่อยากเล่น
อย่างแรกที่เราเห็นค่อนข้างชัดคือเด็กๆ สนุกกับการเล่นที่ได้ใช้อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นลูกบอล ห่วง กรวย เชือก หรืออุปกรณ์เล็กๆ ที่เด็กหยิบจับและลองเล่นได้เอง และจากที่สังเกตเห็นว่าเด็กๆ ชอบเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล แบดมินตัน แชร์บอล หรือเกมที่ได้วิ่งและออกแรง เรียกว่ากิจกรรมที่มีกลิ่นอายของกีฬาช่วยดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ได้ดี หลายคนเห็นอุปกรณ์กีฬาแล้วอยากกระโดดเข้าไปเล่นทันที
เส้น สี และลวดลายบนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าตัวเด็กเล็กน้อยช่วยดึงดูดสายตาของเด็กๆ ได้ดี ทำให้กระโดดตามช่องหรือเดินตามเส้นได้สนุกขึ้น และจากการสังเกตกลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะสนุกกับเกมที่บอกวิธีเล่นเอาไว้ชัดเจนและมีลวดลายบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าให้ทำอะไร ซึ่งคล้ายกับเด็กทั่วไปที่ชอบเกมที่มีกติกาชัดเจนมากกว่าเกมที่เปิดกว้างให้ตีความเอง เพราะถ้าเด็กเข้าใจว่าต้องทำอะไรก็สามารถเข้าไปเล่นได้เลยทันที
ความท้าทายและการแข่งขันช่วยเพิ่มความสนุกให้กับเด็กๆ หลายคนดูตื่นเต้นเมื่อได้แข่งกับเพื่อน แต่ในขณะเดียวกันเราก็สังเกตเห็นว่าเมื่อบางคนแพ้บ่อยๆ ความสนุกก็เริ่มลดลงและทำให้ไม่อยากเล่นต่อ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าการแข่งขันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นที่ดี แต่ก็ไม่ควรมีแค่การวัดว่าใครชนะหรือใครแพ้ หากอยากให้เด็กสนุกและอยากเล่นต่ออาจลองเปลี่ยนโจทย์ให้มีความหลากหลายขึ้น เช่น เปลี่ยนจากแข่งกับเพื่อนเป็นแข่งกับเวลา หรือช่วยกันทำภารกิจเป็นทีม เพื่อทำให้เด็กๆ สบายใจที่จะเล่นมากขึ้นและรู้สึกอยากเล่นอีก
การสังเกตแบบนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการออกแบบ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จากการใช้งานจริง เห็นว่าอะไรทำแล้วเวิร์ก อะไรยังไม่เวิร์ก แล้วเอาสิ่งที่เห็นกลับไปทำการบ้านต่อ เพื่อพัฒนาพื้นที่เล่นในครั้งต่อๆ ไปให้ตอบโจทย์เด็กๆ ได้มากขึ้น

#กิจกรรมทางกาย #พื้นที่เล่นในโรงเรียน #โรงเรียนสุขภาวะ #โรงเรียนวัดดวงแข #โรงเรียนสุวรรณาราม #โรงเรียนวัดม่วงแค

หลายคนตั้งใจไว้ตั้งแต่วันจันทร์ว่า ‘วันนี้จะลุกเดินบ่อยๆ’ หรือ ‘พักเที่ยงจะเดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์’ แต่พอถึงเวลาทำงานจริงก...
05/10/2026

หลายคนตั้งใจไว้ตั้งแต่วันจันทร์ว่า ‘วันนี้จะลุกเดินบ่อยๆ’ หรือ ‘พักเที่ยงจะเดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์’ แต่พอถึงเวลาทำงานจริงกลับขี้เกียจเกินไปหรือโดนงานดูดติดเก้าอี้เอาไว้ สิ่งนี้เรียกว่า ‘Intention-Action Gap’ หรือ “ช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำ” คือเรารู้ว่าอะไรดีและอยากทำ แต่พอถึงเวลาจริงกลับทำได้ยากกว่าที่คิด
Behavioural Insights Team (BIT) องค์กรที่ทำงานด้านพฤติกรรมศาสตร์ พัฒนาหลักการ ‘EAST’ ขึ้นในปี 2014 เพื่อแก้ปัญหารู้ว่าทำแล้วดีแต่ทำไมทำยากจัง และพัฒนาต่อมาให้เป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย
แล้ว EAST ช่วยให้เราลงมือทำได้ง่ายขึ้นได้ยังไง? หลักการนี้แบ่งออกเป็น 4 แนวทางที่จำง่ายตามตัวอักษร โดยแบ่งออกเป็น E-Easy (ทำให้ง่าย) A-Attractive (ทำให้ดึงดูดใจ) S-Social (ทำให้เป็นเรื่องของสังคม) และ T-Timely (ทำให้ถูกจังหวะเวลา) ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการออกแบบพื้นที่ในบริษัทหรือองค์กรได้ ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานโดยไม่เหมือนเป็นการบังคับให้ทำ
E – Make it Easy (ทำให้ง่าย) คือวิธีที่ง่าย สะดวก และใช้แรงน้อยที่สุด หากมีขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือมีอุปสรรคแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะทำให้ไม่อยากทำไปเลย หรืออาจทำให้เลิกทำสิ่งนั้นไปได้ ถ้าอยากให้พนักงานได้เคลื่อนไหวหรือขยับตัว อาจออกแบบพื้นที่ให้เข้าถึงง่าย ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวมาก เช่น วางโต๊ะปิงปองไว้บริเวณที่คนเดินผ่านก่อนไปเข้าห้องน้ำ
A – Make it Attractive (ทำให้ดึงดูดใจ) แค่บอกว่าควรทำอาจยังไม่พอ ถ้าอยากให้คนสนใจและลงมือทำ ลองทำให้สิ่งนั้น สะดุดตา น่าสนใจ หรือรู้สึกว่าเกี่ยวกับตัวเรามากขึ้น เช่น ใช้สีสันสดใส บนพื้นทางเดินมีลายเส้นเกมกระโดด หรือตัวเลขบอกแคลอรีบนพื้นทางเดินหรือบันได หรือมีโซน Co-working วิวสวย ชวนให้อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศจากโต๊ะทำงานมานั่งทำงานที่อื่น
S – Make it Social (ทำให้เป็นเรื่องของสังคม) เราอาจคิดว่าตัวเองตัดสินใจด้วยเหตุผลของตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว คนรอบข้างหรือเพื่อนมีผลกับเรามากกว่าที่คิด ตั้งแต่สิ่งที่เรากิน วิธีที่เราใช้ชีวิต ไปจนถึงพฤติกรรมเล็กๆ ในแต่ละวัน ถ้าอยากทำให้พนักงานเพิ่มการขยับตัวมากขึ้น อาจออกแบบให้มองเห็นกิจกรรมของผู้อื่น เล่นร่วมกัน เช่น จัดมุมยืดเหยียดเป็นกลุ่ม หรือมีบอร์ดชวนจับคู่สะสมก้าวเดิน เพื่อให้เกิดการชวนกันใช้พื้นที่
T – Make it Timely (ทำให้ถูกจังหวะเวลา) บางครั้งเราไม่ได้ไม่อยากทำแค่ ยังไม่ใช่จังหวะที่จะทำ เพราะเรื่องเดียวกันถ้าชวนผิดเวลา ผลลัพธ์ก็อาจต่างกันมาก ในการออกแบบจึงควรวางกิจกรรมในจุดที่คนมีโอกาสใช้งาน เช่น ระหว่างพักหรือระหว่างเดินไปยังพื้นที่ต่างๆ และกิจกรรมที่ใช้เวลาอย่างเหมาะสมคือไม่ช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป เช่น ตั้งจุดขยับร่างกายไว้ตามเส้นทางผ่านระหว่างไปห้องน้ำหรือมุมกาแฟ หรือมีเส้นทางให้เดินไปด้วย ประชุมไปด้วยสั้นๆ 10-15 นาที
การบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าให้พนักงานออฟฟิศ ‘ลุกไปออกกำลังกายสิ’ อาจจะเป็นเรื่องยากและดูเป็นการบังคับเกินไปหน่อย แต่ถ้าบริษัทหรือองค์กรออกแบบสภาพแวดล้อมรอบตัวให้แนบเนียนไปกับวิถีชีวิตในออฟฟิศอยู่แล้ว ด้วยการทำให้ขยับได้ง่ายขึ้น น่าสนใจขึ้น มีเพื่อนทำไปด้วยกัน และเกิดขึ้นในจังหวะที่พอดี ก็อาจเพิ่มโอกาสให้พนักงานขยับตัวมากขึ้นและรู้สึกว่าการออกกำลังกายหรือการขยับตัวเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและไม่ฝืนจนเกินไปนัก

#เครือข่ายคนไทยไร้พุง #พนักงานออฟฟิศ #กิจกรรมทางกาย

การเดินอาจเป็นรูปแบบการเดินทางที่เรียบง่ายที่สุดของเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เชื่อมเราเข้ากับเมืองมากที่สุด เพร...
02/10/2026

การเดินอาจเป็นรูปแบบการเดินทางที่เรียบง่ายที่สุดของเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เชื่อมเราเข้ากับเมืองมากที่สุด เพราะการเดินทำให้เราได้พบเจอผู้คน ร้านค้า พื้นที่สาธารณะ และกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างทาง เมืองที่เดินได้จึงไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีทางเท้าที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่คือเมืองที่ทำให้คนสามารถออกจากบ้าน เดินทางไปยังจุดหมาย และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
หนึ่งในหนังสือที่พูดถึงแนวคิด Walkable City ได้ชัดเจนที่สุดเล่มหนึ่ง คือ Walkable City: How Downtown Can Save America, One Step at a Time โดย Jeff Speck นักผังเมืองและนักออกแบบเมืองชาวอเมริกัน ผู้ทำงานและเผยแพร่แนวคิดเรื่องเมืองเดินได้มาอย่างต่อเนื่อง และยังเสนอว่าการทำให้เมืองเดินได้ไม่ใช่การสร้างทางเท้าเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงองค์ประกอบรอบตัวทั้งหมด ตั้งแต่การวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน วางแผนระบบขนส่ง การจัดพื้นที่ให้รถยนต์และที่จอดรถ ไปจนถึงการออกแบบความปลอดภัย ต้นไม้ อาคาร และกิจกรรมของผู้คนตลอดเส้นทาง
จากแนวคิดดังกล่าว Speck ได้สรุปออกมาเป็น ‘Ten Steps of Walkability’ หรือ 10 หลักการสำคัญของการสร้างเมืองที่เดินได้ในหนังสือของเขา ซึ่งแต่ละข้ออาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ของการออกแบบเมือง แต่เมื่อนำมาประกอบกัน แนวคิดนี้จะช่วยให้เราเริ่มมองเห็นว่า อะไรทำให้คนอยากเดิน และการเดินจะทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้นได้อย่างไร Healthy Space Forum ชวนทุกคนมาดูทั้ง 10 หลักการนี้ไปพร้อมกัน พร้อมทั้งหันหลับมามองเมืองหลวงของเราว่า วันนี้กรุงเทพฯ เป็นไปได้แค่ไหนกับการเป็นเมืองเดินได้และเดินดี
1.คนเดินเท้าต้องปลอดภัยที่สุด
เมืองที่เดินได้ ต้องเป็นเมืองที่คนรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยพอที่จะเดินออกจากบ้าน ต่อให้มีทางเท้าที่ต่อเนื่อง และกว้างพอที่คนและรถเข็นหรือจักรยานสวนกันได้สะดวก หากต้องเดินผ่านถนนที่รถวิ่งเร็ว ต้องคอยหลบรถ หรือยืนรอข้ามถนนท่ามกลางการจราจรที่น่ากังวล คนก็อาจจะเลือกไม่เดินตั้งแต่แรก ความปลอดภัยจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่คือการทำให้คนรู้สึกว่า ถนนเป็นพื้นที่ที่พวกเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจ เมืองจึงต้องให้ความสำคัญกับคนเดินมากขึ้น ร่วมกับออกแบบระบบจราจรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่การลดความเร็วรถในพื้นที่คนหนาแน่น ทำทางข้ามให้สั้นและมองเห็นกันได้ชัด เพิ่มสัญญาณไฟและพื้นที่รอสำหรับคนเดิน ไปจนถึงการแยกพื้นที่คนกับรถอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการติดตั้งระบบไฟแสงสว่างที่เพียงพอ เพื่อให้การเดินทางในยามค่ำคืนมีความปลอดภัย
2.ให้สถานที่ในชีวิตประจำวันอยู่ใกล้กัน
หากบ้านของเราอยู่ไกลจากร้านอาหาร ที่ทำงาน โรงเรียน หรือสวนสาธารณะ การเดินก็กลายเป็นเรื่องยากตั้งแต่แรก เพราะสถานที่ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ห่างกันเกินกว่าจะเดินถึงได้สะดวก เมืองจึงควรทำให้สถานที่เหล่านี้อยู่ใกล้หรืออยู่ในกลุ่มอาคารเดียวกัน ทั้งที่อยู่อาศัย ร้านค้า สำนักงาน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ ด้วยออกแบบประโยชน์การใช้ที่ดินแบบผสมผสาน (Mixed-use) เพื่อให้เรื่องธรรมดาในแต่ละวันสามารถเกิดขึ้นได้ในระยะที่เดินถึง นอกจากจะช่วยลดระยะทางที่ต้องเดินทางแล้ว ยังทำให้เราไม่จำเป็นต้องพึ่งรถยนต์สำหรับทุกจุดหมาย และเปิดโอกาสให้การเดิน จักรยาน และขนส่งสาธารณะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น
3.จัดการที่จอดรถให้เป็นระเบียบ
ที่จอดรถไม่ได้ส่งผลแค่กับรถ แต่ส่งผลกับระยะทางที่คนต้องเดินด้วย เพราะเมื่อมีลานจอดรถขนาดใหญ่ อาคารและกิจกรรมต่าง ๆ ก็จะถูกวางห่างออกจากกัน ทำให้เราต้องเดินไกลขึ้น หรือถ้าลานจอดรถอยู่ติดถนน ก็อาจเกิดเป็นพื้นที่ว่างตามสองข้างทาง หรือที่จอดรถไปบังหน้าร้านค้า ที่ทำให้เส้นทางไม่น่าเดิน เมืองจึงควรลดการใช้ลานจอดรถขนาดใหญ่ริมถนน จัดที่จอดรถให้อยู่ด้านหลังหรือรวมไว้ในอาคาร และใช้พื้นที่ริมถนนไปกับทางเท้า ต้นไม้ ร้านค้า หรือกิจกรรมที่ทำให้คนอยากเดินมากขึ้น เพราะพื้นที่ที่รถจอดอยู่มักจะเป็นพื้นที่ที่คนไม่ได้ใช้เดินหรือทำกิจกรรมอยู่แล้ว
4.เชื่อมต่อขนส่งมวลชนได้ไร้รอยต่อ
การเดินจะมีคุณภาพได้มากขึ้น หากมีเส้นทางเดินเท้าเชื่อมต่อกับระบบรถไฟ รถราง รถโดยสาร หรือระบบขนส่งอื่นๆ ได้ เช่น เดินจากบ้านไปสถานี นั่งรถไฟไปอีกย่านหนึ่ง แล้วนั่งรถเมล์ต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เป็นต้น ยิ่งระบบขนส่งเชื่อมต่อกับการเดินได้ดีเท่าไร เราก็ยิ่งเดินทางไปได้ไกลขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว เมืองจึงควรทำให้การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางเป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่ทางเดินเข้าสถานี ทางข้ามถนน ป้ายบอกทาง จุดจอดรถโดยสาร ไปจนถึงพื้นที่รอรถ ทุกส่วนควรเชื่อมต่อกัน
5.ทำทางเท้าขนาดพอดี มีที่หยุดพักระหว่างทาง
พื้นที่สำหรับการเดินที่ดีไม่ได้หมายความว่าโล่งกว้างเสมอไป เพราะถนนหรือพื้นที่สาธารณะที่โล่งเกินไปอาจทำให้คนรู้สึกตัวเล็กและโดดเดี่ยว ในทางกลับกัน อาคาร ต้นไม้ ร้านค้า ที่นั่ง องค์ประกอบต่าง ๆ รอบตัวเหล่านี้ สามารถช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับคนเดินเท้าได้ เช่น ออกแบบให้ทางเท้ากว้างอย่างน้อย 2.40 ม. และไม่ให้มีสิ่งกีดขวางบนทางเท้า (Clear Path) เพื่อให้คนเดินเท้าและผู้ใช้รถเข็นเดินสวนกันได้สบายๆ หรือถ้าจะเดินกางร่มก็ไม่ต้องคอยหลบคนที่อยู่ข้างๆ งานออกแบบเมืองจึงต้องคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างของถนน ความสูงของอาคาร ต้นไม้ และองค์ประกอบริมทางให้เหมาะสม พร้อมมีพื้นที่ให้คนหยุดพักระหว่างทาง ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเดินผ่านไปเฉยๆ
6.ปลูกต้นไม้ ทำให้ทางเท้าเดินสบายขึ้น
ต้นไม้ริมถนนไม่ได้มีไว้แค่เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมืองเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยสร้างร่มเงา ลดความร้อน กรอกฝุ่นและมลพิษ ทำให้ทางเท้าน่าเดินกว่าเดิม แนวต้นไม้ยังช่วยแบ่งพื้นที่ระหว่างทางเดินกับถนน ทำให้คนรู้สึกว่ามีระยะห่างจากรถมากขึ้น นอกจากนี้ การเลือกชนิดและตำแหน่งของต้นไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างร่มเงาต่อเนื่องในจุดที่คนเดินมาก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เกิดทางเดินที่มีคุณภาพ และใช้งานได้จริง
7.มีจักรยานช่วยร่นระยะทาง
ในบางครั้งของการเดินเท้า จุดหมายที่เราไปอาจไกลเกินกว่าจะเดิน แต่ก็ใกล้เกินว่าจะนั่งรถ จักรยานจึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของการเดินทางร่วมไปกับการเดิน ทั้งมีขนาดที่เล็กกว่ารถยนต์ และสามารถปั่นบนทางเท้าได้ด้วยความเร็วต่ำ เมืองจึงควรมีการออกแบบเส้นทางจักรยานที่ต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะการเชื่อมกับสถานีขนส่งและย่านสำคัญ มีที่จอดจักรยานที่ปลอดภัย และระบบจักรยานสาธารณะที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้จักรยานเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้การเดินทางในเมืองโดยไม่ใช้รถยนต์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้น และไม่ถูกแยกออกจากระบบขนส่งของเมือง
8.ทำสองข้างทางให้เป็นมิตร น่าแวะ ชวนมอง
การเดินที่ดีไม่ได้มีแค่เรื่องไปถึงปลายทาง แต่ยังมีเรื่องของสิ่งที่เราเจอระหว่างทาง ร้านค้า ประตู หน้าต่าง ผู้คน ต้นไม้ ที่นั่ง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้สองข้างทางมีอะไรให้มอง และทำให้ระยะทางเดิมรู้สึกสั้นลง ในทางกลับกัน ถ้าต้องเดินผ่านกำแพงยาว ๆ ลานจอดรถ หรืออาคาร ที่เราแทบไม่เห็นอะไรรอบตัวเลย การเดินระยะทางเดียวกันก็อาจรู้สึกนานขึ้นมาก เมืองจึงควรออกแบบอาคารและพื้นที่ระดับสายตาให้มีความหลากหลาย เปิดพื้นที่ชั้นล่างให้ออกมาสัมพันธ์กับถนน และเพิ่มร้านค้า ที่นั่ง หรือกิจกรรมที่คนสามารถมองเห็นและเข้าถึงได้จากทางเดิน ซึ่งจะเป็นการจะช่วยให้พื้นที่โดยรอบเกิดความปลอดภัยด้วย จากสายตาของทุกคนที่ช่วยสอดส่องกันและกัน (Eye on the Street)
9.คืนถนนให้คนเดินเท้า
เมืองที่เดินได้ไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีรถยนต์ แต่หมายถึงการจัดพื้นที่ให้รถและคนใช้งานร่วมกันได้ โดยไม่ปล่อยให้รถครองพื้นที่ของเมืองมากเกินไป เพราะการเพิ่มถนนไม่ได้ทำให้รถติดน้อยลง เพราะเมื่อขับรถสะดวกขึ้น คนก็มีแนวโน้มใช้รถมากขึ้นตามไปด้วย หรือ Induced Demand ดังนั้น เมืองจึงควรจัดสรรพื้นที่ถนนใหม่ ให้คนเดิน จักรยาน และขนส่งสาธารณะมีพื้นที่มากขึ้น พร้อมลดพื้นที่ที่ไม่จำเป็นสำหรับรถยนต์และควบคุมความเร็วรถในพื้นที่ที่มีคนใช้งานหนาแน่น
10.ไม่ต้องทำทุกที่ แค่เริ่มจากจุดที่เป็นไปได้
เราไม่จำเป็นต้องทำให้ถนนทุกเส้นในเมืองเดินได้ดีเท่ากันตั้งแต่วันแรก เพราะพื้นที่บางแห่งมีคนใช้งานอยู่แล้ว เช่น ย่านการค้า พื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน หรือย่านใจกลางเมือง การเริ่มจากพื้นที่เหล่านี้จะทำให้การลงทุนเรื่อง Walkability เห็นผลได้เร็วกว่า ด้วยเหตุนี้ เมืองจึงควรใช้ข้อมูลเพื่อสำรวจว่าบริเวณไหนมีศักยภาพในการพัฒนา แล้วเลือกพื้นที่เหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับ Quick Win ก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายโครงข่ายออกไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งเมืองในครั้งเดียว

นั่งทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วโมง แต่พอจะลุกไปพักสัก 10-15 นาทีก็เกรงใจเพื่อนร่วมงาน กลัวสายตาจับจ้องว่ากำลังอู้หรือเปล่าน...
01/10/2026

นั่งทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วโมง แต่พอจะลุกไปพักสัก 10-15 นาทีก็เกรงใจเพื่อนร่วมงาน กลัวสายตาจับจ้องว่ากำลังอู้หรือเปล่านะ แต่ถ้าไม่พักเลยสมองก็เริ่มจะล้าแล้วเหมือนกัน
ถ้าเราอยากให้การพักกลายเป็นเรื่องที่ทำได้แบบไม่รู้สึกผิดหรือทำได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังหนีงานล่ะต้องทำยังไง พื้นที่ในออฟฟิศจะมาช่วยแก้ปัญหานี้ยังไงได้บ้าง นี่จึงเป็นโจทย์ที่เราได้รับจากเครือข่ายคนไทยไร้พุง คือส่งเสริมกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมสุขภาพในการใช้ชีวิตในออฟฟิศและโรงงาน พวกเราเลยเริ่มต้นจากการไปทำความเข้าใจพฤติกรรมของแบบเชิงลึกว่าในชีวิตการทำงานจริงๆ แล้ว พวกเขาขยับตัวกันแค่ไหน อยากขยับแบบไหน และต้องการพื้นที่แบบไหนบ้าง
พร้อมทั้งทดลองขีดสีตีเส้นบนผนังและพื้นให้เหล่าพนักงานได้กระโดด และให้ทำท่ายืดเส้นยืดสาย รวมถึงติดตั้งแบบสอบถาม เช่น อยากเล่นสนุกแบบไหนในออฟฟิศ ระหว่างวันปวดตรงไหนของร่างกายบ่อยๆ หรือช่วงเวลาที่อยากลุกขึ้นมายืดมากที่สุด เพื่อให้คนทำงานได้บอกเล่าความรู้สึกหรือความต้องการของตัวเองจริงๆ
โดยข้อมูลที่ทุกคนเขียนมาจะสะท้อนถึงพฤติกรรมการขยับตัว ความต้องการด้านพื้นที่และแรงจูงใจ อุปสรรคที่ทำให้ไม่มีกิจกรรมทางกาย ซึ่งพวกเราจะนำไปทำการบ้านหาแนวทางการออกแบบพื้นที่ที่จะทำให้การลุกออกจากโต๊ะเพียง 10-15 นาทีไม่เป็นการอู้งานและทำได้อย่างปกติธรรมดาโดยไม่ต้องรู้สึกเคอะเขิน
จากการสอบถามพนักงาน 300 คน เราเจอข้อมูลอะไรบ้าง และจะนำข้อมูลที่ได้นี้มาออกแบบยังไง รอติดตามกันได้เลย

#เครือข่ายคนไทยไร้พุง #พนักงานออฟฟิศ #กิจกรรมทางกาย

30/09/2026

Sponge City แนวคิดเมืองฟองน้ำ อีกหนึ่งทางเลือกจัดการน้ำท่วมในสภาวะอากาศสุดขั้ว ?
#น้ำท่วม #กรุงเทพน้ำท่วม

เคยไหมที่เปิด Google Map แล้วเห็นว่าเหลือเดินอีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตร แต่พอเดินจริงๆ กลับรู้สึกว่าไกลกว่านั้นมาก ในขณะที่บาง...
30/09/2026

เคยไหมที่เปิด Google Map แล้วเห็นว่าเหลือเดินอีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตร แต่พอเดินจริงๆ กลับรู้สึกว่าไกลกว่านั้นมาก ในขณะที่บางครั้ง เดินผ่านย่านที่มีร้านค้า ผู้คน และอะไรให้มองตลอดทาง เผลอแป๊บเดียวก็ถึงที่หมายโดยไม่ทันรู้ตัว ทั้งที่ระยะทางก็ไม่ได้ต่างกันเลย อะไรทำให้เส้นทางที่เท่ากัน กลับให้ความรู้สึกต่างกันขนาดนี้?
ระยะทางอาจเป็นตัวเลขที่ตายตัว แต่ความรู้สึกใกล้หรือไกลของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่อยู่ระหว่างทางมีส่วนสำคัญว่าเราจะรู้สึกอย่างไรกับการเดินครั้งนั้น ซึ่งในมุมของการออกแบบเมือง สิ่งที่เรามองเห็น สภาพแวดล้อมรอบตัว และคุณภาพของทางเท้า สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของการเดินได้มากกว่าที่คิด
ยาน เกห์ล (Jan Gehl) นักออกแบบเมืองชาวเดนมาร์ก อธิบายว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวช้าเมื่อเทียบกับยานพาหนะ ทำให้ระหว่างที่เราเดิน สายตาของเราจะคอยสอดส่องรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอด อาคาร ร้านค้า หน้าร้าน คาเฟ่ ต้นไม้ หรือกิจกรรมของผู้คน ล้วนเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยให้การเดินมีอะไรให้มองและติดตามไปเรื่อยๆ ตลอดทาง
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ถนนซึ่งมี Active Frontage หรืออาคารริมทางที่เปิดพื้นที่ออกมาหาผู้คนและมีกิจกรรมเกิดขึ้น มักทำให้การเดินรู้สึกสนุกและไม่น่าเบื่อ เราอาจเดินผ่านร้านหนึ่ง เหลือบมองอีกร้านหนึ่ง เห็นคนกำลังนั่งกินกาแฟ หรือหยุดดูของหน้าร้านโดยไม่รู้ตัว พอมีเรื่องให้รับรู้ตลอดทาง เราอาจไม่รู้สึกว่ากำลังเดินผ่านระยะทางที่ยาวเท่าเดิม ในทางกลับกัน การเดินเลียบกำแพงยาวๆ หรือเดินผ่านตึกที่ทึบตัน อาจทำให้เรารู้สึกว่าเดินนานจัง เมื่อไหร่จะถึงปลายทางเสียที ทั้งที่ระยะทางจริงๆ อาจไม่ได้ไกลมากเลย
นอกจากสิ่งที่มองเห็นแล้ว สภาพอากาศก็มีผลกับความรู้สึกของร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองร้อนอย่างกรุงเทพฯ การเดินบนทางเท้าที่ไร้ร่มเงา พื้นคอนกรีตและยางมะตอยสะสมและคายความร้อนออกมา ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ยิ่งต้องเดินอยู่ท่ามกลางความร้อนเป็นเวลานาน ร่างกายต้องใช้พลังงานไปกับการรับมือกับสภาพอากาศ ทำให้ระยะทางเท่าเดิมรู้สึกเหนื่อยขึ้นกว่าเดิมมาก
ลองนึกภาพการเดินระยะทางเดียวกันในช่วงบ่าย ระหว่างทางหนึ่งที่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา กับอีกทางที่ต้องเดินกลางแดดตลอดเส้นทาง ต่อให้ตัวเลขบนแผนที่บอกว่าไกลเท่ากัน ประสบการณ์ของร่างกายย่อมไม่เหมือนกันแน่นอน และนั่นก็ทำให้เรารับรู้ระยะทางแตกต่างกันไปด้วย
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เหมือนกันคือ คุณภาพของทางเท้า เพราะการเดินบนทางเท้าที่ชำรุด ต้องคอยหลบเสา และป้าย รถที่จอดขวาง หรือต้องหยุดรอข้ามถนนเป็นระยะ ล้วนทำให้การเดินไม่มีความต่อเนื่อง จากที่ควรจะเดินได้สบายๆ กลายเป็นถูกขัดจังหวะครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ทางเดินที่เรียบ ต่อเนื่อง พื้นที่กว้างเพียงพอ มีจุดข้ามถนนที่เหมาะสม จะช่วยให้เราเดินด้วยความเร็วที่เป็นธรรมชาติได้โดยไม่ต้องคอยระมัดระวังทุกย่างก้าว
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ความเหนื่อยจากการเดินไม่ได้เกิดจากระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เราต้องเจอในทุกก้าวด้วย ทางเดินที่มีร้านค้าและกิจกรรมให้มองเห็น มีร่มเงาให้หลบแดด และมีพื้นที่ที่เดินได้อย่างต่อเนื่อง ล้วนช่วยให้ร่างกายและความรู้สึกของเราสบายใจตอนเดิน ในขณะที่เส้นทางที่ร้อน ทึบตัน และเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง แม้จะมีระยะทางเท่ากัน ก็อาจทำให้เรารู้สึกว่าไกลและเหนื่อยกว่ามาก
เพราะฉะนั้น การออกแบบเมืองที่ทำให้คนอยากเดิน อาจไม่ได้หมายถึงการทำให้ระยะทางสั้นลงเสมอไป แต่อาจเป็นการทำให้ “ระหว่างทาง” ดีขึ้น ทำให้ทุกก้าวมีบางอย่างให้มอง มีร่มเงาให้พัก และมีทางที่เดินต่อได้โดยไม่ต้องคอยกังวลกับสิ่งรอบตัว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ระยะทางอาจวัดได้ด้วยตัวเลข แต่ความรู้สึกของการเดินนั้น เมืองเป็นตัวกำหนดได้มากกว่าที่เราคิด

ที่อยู่

GP House 71 ถนนทรัพย์
Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

66022382099

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Healthy Space Forum โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Healthy Space Forum:

ทางลัด

แชร์