09/10/2026
เวลาเราพูดถึงพื้นที่สาธารณะ เรามักนึกถึงสนามหญ้า ต้นไม้ ที่นั่ง ทางเดิน หรือพื้นที่ที่ออกแบบมาอย่างดี มีหน้าตาสวยงาม แต่สำหรับ ยาน เกห์ล (Jan Gehl) นักออกแบบเมืองและสถาปนิกชาวเดนมาร์ก คุณภาพของพื้นที่สาธารณะไม่ได้มีเพียงเรื่องหน้าตาและองค์ประกอบทางกายภาพ แต่ต้องคิดถึงคนที่เข้ามาใช้งานและพฤติกรรมของพวกเขาด้วย
แนวคิดเหล่านี้ถูกอธิบายไว้ใน Cities for People หนังสือด้านผังเมืองของเขาเมื่อปี ค.ศ. 2010 ตลอดทั้งเล่ม เกห์ลพูดถึงหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบเมืองไว้หลากหลาย แต่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือการเรียกร้องให้เมืองกลับมาให้ความสำคัญกับมนุษย์ หลังจากการวางผังและออกแบบเมืองในอดีตให้ความสำคัญกับรถยนต์และอาคารมานานจนละเลยวิถีชีวิตของผู้คนไป
เรื่องราวระหว่างบรรทัดของหนังสือเล่มนี้จะชวนให้เรามองเมืองใกล้ตัวยิ่งขึ้น เพื่อพบว่ารายละเอียดหลายอย่างรอบตัวเราที่ดูธรรมดา ล้วนมีส่วนกำหนดประสบการณ์การใช้พื้นที่สาธารณะแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่สภาพแวดล้อมที่เราเดินผ่าน พื้นที่ที่เราเลือกหยุด ดู และจดจ่อ ไปจนถึงการได้พบปะพูดคุยกับคนรอบตัว
จากความคิดและรายละเอียดต่าง ๆ ในหนังสือของเขา Healthy Space Forum จึงลองหยิบมาสรุปเป็น 4 ประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อชวนดูว่า พื้นที่สาธารณะที่ดีควรเป็นอย่างไร ผ่านมุมมองของหนังสือเล่มนี้
.
📌 ต้องทำให้คนรู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะใช้งาน
ในมุมมองของเกห์ล การออกแบบพื้นที่สาธารณะที่ดีต้องเริ่มจากการคิดถึงประสบการณ์ของคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ก่อน เพราะต่อให้ออกแบบมาดีแค่ไหน แต่ถ้าเดินแล้วร้อน ไม่มีร่มเงา นั่งแล้วไม่สบาย หรือรู้สึกว่าต้องคอยระวังรถอยู่ตลอดเวลา เราก็คงไม่อยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นเท่าไหร่ ความสบายจึงไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็ก ๆ ของการออกแบบ แต่เป็นพื้นฐานที่มีส่วนในการตัดสินใจว่าเราอยากจะใช้เวลาอยู่กับพื้นที่อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเดิน หยุด นั่งพัก หรือทำกิจกรรมอื่นๆ
ขณะเดียวกัน ความรู้สึกปลอดภัยก็เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมรอบตัว พื้นที่ที่ผู้คนสามารถมองเห็นและรับรู้กันได้ง่าย มีผู้คนใช้งานอยู่ ยังรวมไปถึงคุณภาพของพื้นที่ เช่น มีแสงไฟสว่างเพียงพอในเวลากลางคืน ย่อมช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสบายใจ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยด้วย
📌 เปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่ได้หลากหลาย
เมื่อพื้นที่ทำให้เรารู้สึกสบายและปลอดภัยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ พื้นที่นั้นเปิดโอกาสให้เราใช้ชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน พื้นที่สาธารณะที่ดีไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าคนต้องใช้พื้นที่อย่างไร แต่ควรเปิดโอกาสให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การเดินเล่น นั่งพัก รอเพื่อน ไปจนถึงพบปะพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
เกห์ลแบ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กิจกรรมที่จำเป็น (Necessary Activities) เช่น การเดินทางไปทำงาน การไปซื้อของ หรือการรอรถ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เราต้องทำไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร กิจกรรมทางเลือก (Optional Activities) เช่น การนั่งพัก เดินเล่น หรือใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะเกิดขึ้นมากขึ้นเมื่อพื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและน่าใช้งาน และ กิจกรรมทางสังคม (Social Activities) เช่น การพูดคุย การพบปะ หรือการสังเกตผู้คนรอบตัว ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่เอื้อให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน
ดังนั้น พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่รองรับกิจกรรมเหล่านี้ และเปิดโอกาสให้ผู้คนเลือกใช้พื้นที่ได้หลากหลายตามความต้องการ
📌 ให้คนได้พบปะและใช้เวลาร่วมกัน
พื้นที่สาธารณะไม่ได้มีไว้สำหรับการใช้งานของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้เห็นชีวิตของคนอื่น เราอาจไม่ได้ออกจากบ้านเพื่อไปพบใครโดยเฉพาะ แต่ระหว่างทางเราอาจเห็นคนกำลังนั่งคุยกัน เด็กกำลังเล่น ผู้สูงอายุกำลังพักผ่อน หรือร้านค้ากำลังต้อนรับลูกค้า สิ่งเหล่านี้คือกิจกรรมเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นชีวิตของเมือง
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของเกห์ลคือ ‘ชีวิตระหว่างอาคาร’ (Life Between Buildings) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นที่ว่างระหว่างตึกต่างๆ แต่หมายถึงกิจกรรมและชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ ตั้งแต่การเดิน การนั่งพัก ไปจนถึงการพบปะพูดคุยกับคนอื่น
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นกิจกรรมที่เราตั้งใจออกไปพบเห็น แต่การได้เห็นชีวิตของคนอื่นระหว่างทาง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมืองรู้สึกมีชีวิต และทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถพบเห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ของคนอื่นรอบตัวได้
📌 เปิดพื้นที่ให้เชื่อมต่อกับเมืองรอบตัว
นอกจากคุณภาพของพื้นที่สาธารณะแต่ละแห่งแล้ว เกห์ลยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับเมืองโดยรอบด้วย พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ควรเป็นพื้นที่ที่แยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยว แต่ควรเชื่อมต่อกับทางเดิน อาคาร ร้านค้า ถนน และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ เพื่อให้คนสามารถเคลื่อนที่และรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่างของอาคาร (ground floor) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างอาคารกับพื้นที่สาธารณะ การมีหน้าร้าน ประตู หน้าต่าง หรือกระจกใส ที่ทำให้คนภายในและภายนอกรับรู้ถึงกันได้ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้าง ‘soft edges’ หรือขอบพื้นที่ที่เชื่อมโยงคน อาคาร พื้นที่สาธาณะ และเมืองเข้าด้วยกัน
ทางเดินที่ต่อเนื่อง พื้นที่หน้าร้านที่เปิดสู่ถนน หรือพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เราแวะพักระหว่างทาง อาจดูเป็นองค์ประกอบธรรมดา แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การเดินทางผ่านเมืองไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อไปจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หากยังเปิดโอกาสให้เราเดิน หยุด มองเห็นผู้คน และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวไปพร้อมกัน
#พื้นที่สาธารณะ