Rio Health and Devices

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Rio Health and Devices WE CARE HEALTH FOR YOU.

ปวดท้องตรงนี้ อย่าคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ! ตำแหน่งไหนเสี่ยงโรคอะไร?ปวดท้องหนึ่งครั้งหลายคนตอบเหมือนกันเลยครับ“โรคกระเพาะ...
26/07/2026

ปวดท้องตรงนี้ อย่าคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะ! ตำแหน่งไหนเสี่ยงโรคอะไร?

ปวดท้องหนึ่งครั้ง
หลายคนตอบเหมือนกันเลยครับ
“โรคกระเพาะแน่ ๆ”
แล้วก็หยิบยาลดกรดมากิน
ทั้งที่ตำแหน่งที่ปวดอยู่คนละฝั่งกับกระเพาะเลย
ความจริงคือ ในท้องเรามีอวัยวะอยู่หลายอย่างครับ
ทั้งตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ลำไส้ ไต และกระเพาะปัสสาวะ

ตำแหน่งที่ปวดจึงช่วยให้เราแยกคร่าว ๆ ได้ว่า ควรนึกถึงอวัยวะส่วนไหนก่อน วันนี้ผมจะไล่ให้ดูแบบง่าย ๆ ครับ เวลาเกิดขึ้นกับตัวเองจะได้สังเกตอาการถูก ไม่ได้ใช้ฟันธงโรคเอง แต่ช่วยให้รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดรอดูแล้วไปตรวจครับ ตำแหน่ง ลักษณะ และช่วงเวลาที่ปวด เป็นข้อมูลสำคัญที่หมอใช้ช่วยหาสาเหตุของอาการปวดท้องครับ

1️⃣ ปวดลิ้นปี่หรือกลางท้องด้านบน
ตรงนี้นึกถึงกระเพาะได้ครับ โดยเฉพาะอาการแสบ จุก แน่น เรอเปรี้ยว หรือปวดสัมพันธ์กับตอนหิวและหลังอาหาร
แต่ให้สังเกตอีกแบบครับ
ถ้าปวดลึกมาก ปวดต่อเนื่อง แล้วร้าวทะลุไปด้านหลัง พร้อมคลื่นไส้หรืออาเจียน อันนี้ต้องระวังตับอ่อนอักเสบ ไม่ใช่กินยาลดกรดแล้วทนต่อครับ อาการหลักของตับอ่อนอักเสบคือปวดท้องส่วนบนและอาจร้าวไปหลังได้

2️⃣ ปวดใต้ชายโครงขวา โดยเฉพาะหลังอาหาร
ตำแหน่งนี้ให้คิดถึงถุงน้ำดีก่อนครับ
ลักษณะที่ชวนสงสัยคือ ปวดหลังมื้ออาหาร ปวดจุกลึก ๆ นานเป็นชั่วโมง คลื่นไส้ หรือร้าวไปหลังกับไหล่ขวา
ถ้าเริ่มมีไข้ หนาวสั่น หรือตัวเหลืองตาเหลืองร่วมด้วย อย่าคิดว่าอาหารไม่ย่อยครับ เพราะนิ่วอาจอุดทางเดินน้ำดี หรือทำให้ถุงน้ำดีอักเสบแล้ว อาการจากนิ่วมักเกิดบริเวณท้องส่วนบนด้านขวาเมื่อก้อนนิ่วไปอุดทางเดินน้ำดีครับ

3️⃣ ปวดรอบสะดือ แล้วค่อยย้ายไปท้องน้อยขวา
อาการแบบนี้ผมอยากให้จำไว้เลยครับ เพราะเป็นรูปแบบที่พบได้ในไส้ติ่งอักเสบ
ช่วงแรกอาจปวดตื้อ ๆ รอบสะดือ
ต่อมาปวดชัดที่ท้องน้อยขวา
แล้วเริ่มเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือมีไข้
บางคนรอเพราะคิดว่าท้องเสีย เดี๋ยวก็คงหาย สุดท้ายไส้ติ่งแตก เรื่องเล็กเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ ไส้ติ่งอักเสบมักเริ่มปวดรอบสะดือหรือกลางท้อง ก่อนย้ายไปปวดด้านขวาล่างได้

4️⃣ ปวดท้องน้อยซ้ายร่วมกับการขับถ่ายเปลี่ยน
ตรงนี้มักเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ครับ
ถ้าปวดบิด ท้องอืด ท้องผูก และดีขึ้นหลังถ่าย อาจมาจากอุจจาระค้างหรือลำไส้แปรปรวน
แต่ถ้าปวดต่อเนื่อง มีไข้ หรือกดเจ็บชัด โดยเฉพาะคนอายุมากขึ้น ต้องระวังถุงโป่งในลำไส้อักเสบด้วย
และถ้ามีเลือดปน น้ำหนักลด หรือขับถ่ายผิดไปจากเดิมต่อเนื่อง อย่าเรียกว่าลำไส้แปรปรวนเองครับ ต้องตรวจลำไส้ให้ชัด เพราะอาการปวดไม่มากก็ยังเกิดจากโรคสำคัญได้

5️⃣ ปวดสีข้างหรือหลัง แล้วร้าวลงท้องน้อยหรือขาหนีบ
นิ่วในไตหรือท่อไตมักปวดคนละแบบกับโรคกระเพาะครับ
มันจะปวดบีบแรงเป็นระลอก
นั่งก็ไม่สบาย นอนก็ไม่หาย
บางคนเดินวนเพราะหาท่าที่หายปวดไม่ได้
อาจมีปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือด คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วยครับ ถ้ามีไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะน้อย ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจมีทั้งการอุดตันและติดเชื้อพร้อมกัน อาการนิ่วสามารถปวดแหลมบริเวณหลัง สีข้าง หรือท้องน้อย และร้าวลงขาหนีบได้ครับ

6️⃣ ปวดกลางท้องน้อยเหนือหัวหน่าว
ถ้าปวดหน่วงตรงกลางท้องน้อย พร้อมปัสสาวะแสบ ปัสสาวะบ่อย หรือปวดเหมือนฉี่ไม่สุด ให้คิดถึงกระเพาะปัสสาวะหรือทางเดินปัสสาวะครับ
ถ้าเริ่มมีไข้ หนาวสั่น และปวดลามไปหลัง อาจหมายถึงการติดเชื้อลามขึ้นไปที่ไตแล้ว
ส่วนผู้หญิง ถ้าปวดท้องน้อยร่วมกับประจำเดือนขาด เลือดออกผิดปกติ หน้ามืด หรือปวดรุนแรงข้างเดียว ต้องรีบตรวจเรื่องการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือรังไข่ด้วยครับ ไม่ควรรอให้หายเอง

7️⃣ ปวดทั่วท้อง ท้องป่อง แล้วไม่ผายลมหรือไม่ถ่าย
อาการแบบนี้ต้องระวังลำไส้อุดตันครับ โดยเฉพาะถ้ามีอาเจียนร่วมด้วย หรือเคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อน
มันไม่ใช่ท้องผูกธรรมดาแบบกินผักแล้วจบครับ เพราะถ้าลำไส้อุดตันจริง อาหาร น้ำ และแก๊สจะผ่านไปไม่ได้ ท้องจึงป่องและปวดบีบเป็นพัก ๆ
ยิ่งอาเจียนมาก ปวดถี่ขึ้น หรือท้องแข็ง ต้องรีบไปโรงพยาบาลครับ

เวลาปวดท้อง ผมอยากให้สังเกต 5 อย่างนี้
• ปวดตรงไหน และย้ายตำแหน่งหรือไม่
• ปวดแสบ ปวดบีบ ปวดแทง หรือปวดตื้อ
• เกิดก่อนหรือหลังอาหาร หรือสัมพันธ์กับการขับถ่าย
• มีไข้ อาเจียน ถ่ายผิดปกติ หรือปัสสาวะผิดปกติไหม
• ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเป็นซ้ำตรงจุดเดิมบ่อยแค่ไหน

ปวดท้องแบบนี้ไม่ต้องรอดูครับ
• ปวดรุนแรงหรือปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
• ท้องแข็ง กดเจ็บมาก หรือขยับแล้วเจ็บหนัก
• มีไข้สูง หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียมาก
• อาเจียนต่อเนื่อง กินน้ำไม่ได้
• อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถ่ายเป็นเลือด
• ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะเข้ม
• ท้องป่อง ไม่ถ่าย ไม่ผายลม
• หน้ามืด เป็นลม เหงื่อแตก หรือหายใจไม่อิ่ม
• ตั้งครรภ์หรือประจำเดือนขาดร่วมกับปวดท้องน้อยครับ

ตำแหน่งที่ปวดไม่ได้ใช้วินิจฉัยโรคได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ช่วยให้เรารู้ว่าควรสังเกตอะไรต่อ ปวดลิ้นปี่อาจเป็นกระเพาะหรือตับอ่อน ปวดชายโครงขวาให้นึกถึงถุงน้ำดี ปวดรอบสะดือแล้วย้ายลงขวาต้องระวังไส้ติ่ง ส่วนปวดสีข้างร้าวลงขาหนีบให้นึกถึงนิ่วในไต จำแค่นี้ก่อนก็ช่วยให้เราไม่เรียกทุกอย่างว่าโรคกระเพาะแล้วกินยาเดิมวนไปครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ข้อมูล: เพจหมอเจด

ก้าวใหม่การแพทย์! สลายเนื้องอก "ไทรอยด์" ด้วย "คลื่นไมโครเวฟ" และผ่าตัดส่องกล้องช่องปาก ทางเลือกยุคใหม่เพื่อผู้ป่วยยกระด...
25/07/2026

ก้าวใหม่การแพทย์! สลายเนื้องอก "ไทรอยด์" ด้วย "คลื่นไมโครเวฟ" และผ่าตัดส่องกล้องช่องปาก ทางเลือกยุคใหม่เพื่อผู้ป่วย

ยกระดับการรักษา "โรคไทรอยด์" ยุคใหม่ ด้วย 2 นวัตกรรมทางการแพทย์ที่เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว ผ่าตัดส่องกล้องผ่านช่องปาก ช่วยกำจัดก้อนเนื้อได้โดย ไร้รอยแผลเป็นบริเวณคอ พร้อมเทคโนโลยี สลายเนื้องอกด้วยคลื่นไมโครเวฟ ช่วยลดขนาดก้อนได้โดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดใหญ่

https://www.tnnthailand.com/health/242022/

มะเร็งทางเดินอาหารต้องตรวจอะไรบ้าง?เช็กกระเพาะ ลำไส้ หลอดอาหารก่อนโรคลุกลาม!ผมอยากชวนทุกคนมาตรวจระบบทางเดินอาหารกันครับ ...
15/07/2026

มะเร็งทางเดินอาหารต้องตรวจอะไรบ้าง?
เช็กกระเพาะ ลำไส้ หลอดอาหารก่อนโรคลุกลาม!

ผมอยากชวนทุกคนมาตรวจระบบทางเดินอาหารกันครับ ไม่ใช่เพราะทุกอาการจะต้องเป็นมะเร็ง แต่เพราะโรคในกระเพาะ หลอดอาหาร และลำไส้หลายอย่าง ช่วงแรกอาจมีเพียงท้องอืด แน่นท้อง แสบร้อนกลางอก ถ่ายเปลี่ยน หรือซีดแบบไม่รู้สาเหตุ บางคนกินยาแก้ท้องอืดกับยาลดกรดวนอยู่หลายปี ทั้งที่ข้างในอาจมีตั้งแต่การอักเสบ แผล เชื้อ H. pylori ติ่งเนื้อ ไปจนถึงเซลล์ผิดปกติ การตรวจให้ถูกวิธีจึงไม่ได้มีไว้หาแค่มะเร็งครับ แต่มันช่วยหาต้นเหตุให้เจอก่อนที่เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

1️⃣ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เริ่มคัดกรองได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี
คนที่มีความเสี่ยงทั่วไปควรเริ่มคุยเรื่องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี ครับ ไม่ต้องรอให้ปวดท้องหรือถ่ายเป็นเลือด เพราะมะเร็งระยะแรกอาจไม่มีอาการ และหลายรายเริ่มจากติ่งเนื้อที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป การตรวจพบแล้วตัดติ่งเนื้อออกตั้งแต่ยังไม่กลายเป็นมะเร็ง จึงช่วยป้องกันโรคได้จริงครับ

2️⃣ ตรวจอุจจาระ ช่วยหาเลือดที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
การตรวจ FIT เป็นการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระครับ เหมาะกับคนที่ยังไม่พร้อมส่องกล้อง เก็บตัวอย่างเองได้ และไม่ต้องสวนล้างลำไส้ก่อนตรวจ ถ้าผลออกมาเป็นบวก ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันที เพราะเลือดอาจมาจากติ่งเนื้อ แผล ริดสีดวง หรือสาเหตุอื่นได้ แต่จำเป็นต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อ เพื่อหาว่าเลือดออกมาจากตรงไหนครับ

3️⃣ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจได้ทั้งมะเร็งและติ่งเนื้อก่อนเป็นมะเร็ง
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือ Colonoscopy ช่วยให้เห็นผนังลำไส้ใหญ่ได้โดยตรงครับ
ถ้าเจอติ่งเนื้อ สามารถตัดออกและส่งตรวจได้ในคราวเดียว
ถ้าเจอบริเวณที่เป็นแผล อักเสบ หรือมีก้อน ก็สามารถเก็บชิ้นเนื้อไปตรวจต่อได้
เพราะฉะนั้นการส่องกล้องไม่ได้มีไว้รอจนสงสัยว่าเป็นมะเร็งแล้วเท่านั้น แต่ยังใช้ตรวจหาติ่งเนื้อ ลำไส้อักเสบ แหล่งเลือดออก และความผิดปกติอื่น ๆ ได้ด้วยครับ

4️⃣ ตรวจลมหายใจหรืออุจจาระ เช็กเชื้อ H. pylori
ถ้ามีอาการแน่นลิ้นปี่ ปวดท้องบริเวณกระเพาะ ท้องอืด คลื่นไส้ หรือเป็นแผลในกระเพาะซ้ำ ๆ แพทย์อาจตรวจหาเชื้อ H. pylori ครับ
ตรวจได้หลัก ๆ สองวิธีคือ
Urea breath test หรือการเป่าลมหายใจ
และ Stool antigen test หรือการตรวจเชื้อจากอุจจาระ
เชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของกระเพาะอักเสบและแผลในกระเพาะ หากปล่อยเรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ การตรวจพบและรักษาเชื้อจึงไม่ได้ช่วยแค่อาการปวดท้อง แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวด้วยครับ หลังรักษาแล้วมักต้องตรวจยืนยันอีกครั้งว่าเชื้อหายจริง

5️⃣ ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน เช็กได้ตั้งแต่หลอดอาหารถึงกระเพาะ
การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน จะดูตั้งแต่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ไปจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้นครับ
การตรวจนี้ช่วยดูได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่มะเร็ง เช่น
หลอดอาหารอักเสบจากกรดไหลย้อน
ภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงก่อนมะเร็งบางชนิด
กระเพาะอักเสบ
แผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็ก
ก้อนหรือเนื้อเยื่อผิดปกติ
รวมถึงเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหา H. pylori หรือเซลล์มะเร็งได้
คนที่กินยาลดกรดมานานแล้วอาการยังกลับมาเรื่อย ๆ การเห็นของจริงด้านใน ย่อมตอบได้มากกว่าการเดาจากอาการอย่างเดียวครับ

6️⃣ ตรวจเลือดช่วยบอกเบาะแส แต่ยังแทนการส่องกล้องไม่ได้
ผลเลือดอาจช่วยให้เห็นว่ามีภาวะซีด ขาดธาตุเหล็ก ตับผิดปกติ หรือมีการอักเสบบางอย่างครับ แต่ผลเลือดปกติไม่ได้แปลว่ากระเพาะ ลำไส้ หรือหลอดอาหารปกติทั้งหมด ส่วนสารบ่งชี้มะเร็งก็ไม่ใช่การตรวจคัดกรองที่สามารถยืนยันว่าไม่มีมะเร็งได้ บางคนมะเร็งระยะแรกค่าสารบ่งชี้ยังปกติ ขณะที่บางคนค่าขึ้นจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง
ดังนั้นต้องเลือกการตรวจให้ตรงจุดครับ
สงสัยลำไส้ ใช้ FIT หรือส่องกล้องลำไส้
สงสัยกระเพาะและหลอดอาหาร ใช้การตรวจ H. pylori หรือส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน

7️⃣ อาการบางอย่างอย่ารอให้หายเอง
สัญญาณที่ผมอยากให้ระวัง มีประมาณนี้ครับ
• ท้องอืดหรือแน่นท้องบ่อยขึ้น
• ปวดท้องซ้ำที่เดิม
• ท้องผูกหรือท้องเสียเปลี่ยนไปจากเดิม
• รู้สึกถ่ายไม่สุด หรืออุจจาระรูปร่างเปลี่ยน
• ถ่ายมีเลือด หรืออุจจาระดำ
• กลืนติด กลืนเจ็บ หรือสำลักบ่อย
• อิ่มเร็ว กินได้น้อยลง
• ซีด เหนื่อยง่าย หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทุกคนครับ แต่ไม่ควรซื้อยากินเองจนชิน เพราะยาช่วยกดอาการได้ แต่ไม่ได้บอกว่าต้นเหตุข้างในคืออะไร

ดูแลระบบทางเดินอาหารตั้งแต่วันนี้
• กินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีใยอาหารให้เพียงพอ
• ลดเนื้อแปรรูป ของรมควัน ของเค็มจัด และอาหารไหม้เกรียม
• ลดเหล้าและงดบุหรี่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลายตำแหน่ง
• คุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
• ไม่ซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs กินต่อเนื่องเอง เพราะอาจทำให้กระเพาะเป็นแผลหรือเลือดออก
• รักษาเชื้อ H. pylori ให้ครบ และตรวจยืนยันว่าเชื้อหาย
• อายุ 45 ปีขึ้นไป อย่าลืมคุยเรื่องคัดกรองมะเร็งลำไส้
• ถ้ามีอาการผิดปกติต่อเนื่อง อย่ารอจนผอม ซีด หรือถ่ายเป็นเลือดแล้วค่อยตรวจ

การตรวจระบบทางเดินอาหารไม่ได้มีไว้หาแต่มะเร็งครับ การตรวจอุจจาระอาจพบเลือดแฝง การเป่าลมหายใจอาจเจอเชื้อ H. pylori ส่วนการส่องกล้องอาจพบตั้งแต่การอักเสบ แผล กรดไหลย้อน ติ่งเนื้อ ไปจนถึงเซลล์ผิดปกติ ยิ่งรู้เร็วก็ยิ่งรักษาง่าย และบางอย่างจัดการได้ก่อนจะกลายเป็นมะเร็งด้วยซ้ำ อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณแรงแล้วค่อยไปตรวจครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ข้อมูล เพจหมอเจด

H. pylori ติดได้แบบไม่รู้ตัว! 5 วิธีลดโอกาสรับเชื้อก่อนกระเพาะพัง!ก่อนหน้านี้ผมได้บอกไปว่าผมตรวจเจอเชื้อ H. pylori คำถาม...
10/07/2026

H. pylori ติดได้แบบไม่รู้ตัว! 5 วิธีลดโอกาสรับเชื้อก่อนกระเพาะพัง!

ก่อนหน้านี้ผมได้บอกไปว่า
ผมตรวจเจอเชื้อ H. pylori
คำถามแรกที่ผมถามตัวเองคือ…
“ไปติดมาตอนไหนวะ?”
กินอะไรเข้าไป
ติดจากใคร
หรือติดมาตั้งแต่เด็ก
ผมเองยังตอบไม่ได้เลยครับ
นี่แหละคือความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้ เพราะมันเข้าไปอยู่ในกระเพาะได้นานมาก หลายคนไม่มีอาการด้วยซ้ำ แต่ข้างในกระเพาะอาจอักเสบไปเรื่อย ๆ บางคนกลายเป็นแผล และบางส่วนเสี่ยงมะเร็งกระเพาะในอนาคตได้ครับ

เราป้องกัน H. pylori ได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเส้นทางการติดยังระบุไม่ได้ชัดทุกกรณี แต่เชื่อว่าเชื้อส่งต่อได้ผ่านน้ำลาย อาเจียน อุจจาระ รวมถึงอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน วันนี้ผมเลยไม่ได้จะให้ทุกคนระแวงจนไม่กล้ากินข้าวกับใคร แต่อยากให้ลดพฤติกรรมที่เปิดทางให้เชื้อเข้าปากเราง่ายเกินไปครับ มาดูกันว่าเราจะลดความเสี่ยงยังไงได้บ้าง

1️⃣ กินจานกลางได้ แต่ช้อนที่เข้าปากแล้วอย่าเอากลับลงไป
กินข้าวกันเป็นครอบครัวไม่ใช่ปัญหาครับ ปัญหาคือช้อนที่เพิ่งเข้าปากเรา แล้ววกกลับไปตักกับข้าวจานกลางต่อ
บางโต๊ะยิ่งสนุกครับ
ช้อนเดียวชิมแกง
ตักน้ำจิ้ม
ป้อนกันต่อ
แก้วน้ำก็ผลัดกันดูด
ถ้ามีใครสักคนมีเชื้อโดยไม่รู้ตัว ก็เท่ากับมีการแลกน้ำลายกันทั้งโต๊ะ ใช้ช้อนกลาง แยกแก้วน้ำ และของชิ้นไหนกัดไปแล้วก็ไม่ต้องยื่นต่อให้คนอื่นครับ ไม่ได้เรื่องมากนะ แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้จริงครับ

2️⃣ อย่าเคี้ยวข้าวหรืออมช้อนก่อนป้อนเด็ก
ผู้ใหญ่บางคนทำด้วยความเอ็นดูครับ กลัวอาหารร้อนก็ชิมก่อน กลัวเด็กเคี้ยวไม่ได้ก็เคี้ยวให้นิ่ม หรือจุกนมตกก็เอาเข้าปากตัวเองแล้วคืนให้เด็ก แต่อะไรก็ตามที่ออกจากปากผู้ใหญ่แล้วเข้าปากเด็กต่อ น้ำลายก็ไปด้วยครับ

และ H. pylori มักเริ่มติดตั้งแต่วัยเด็กได้ เด็กอาจอยู่กับเชื้อตัวนี้ไปอีกหลายสิบปีโดยไม่รู้เลยว่าเริ่มจากตรงไหน ถ้าอาหารร้อนก็พักให้เย็น ถ้าแข็งก็บดหรือหั่นให้เหมาะกับวัย ไม่ต้องใช้ปากของเราเป็นเครื่องเตรียมอาหารครับ

3️⃣ เข้าห้องน้ำแล้วล้างมือจริง ๆ ไม่ใช่แค่แตะน้ำ
บางคนล้างมือเร็วมากครับ
เปิดน้ำ
ลูบสองที
สะบัด
เรียบร้อย
แบบนี้เรียกว่าเปียกมือครับ ยังไม่เรียกว่าล้าง เชื้ออาจปนมากับอุจจาระหรืออาเจียนได้ ถ้ามือล้างไม่สะอาดแล้วไปจับอาหาร หยิบช้อน หรือป้อนข้าวคนอื่น เชื้อก็มีโอกาสเดินทางต่อครับ

ใช้สบู่ถูให้ทั่วทั้งฝ่ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว และปลายนิ้ว โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือเช็ดอาเจียน เรื่องพื้นฐานแบบนี้หลายคนข้าม แต่เชื้อไม่ได้ข้ามตามเรานะครับ

4️⃣ น้ำแข็ง ผักสด และอาหารที่ไม่แน่ใจเรื่องน้ำ ต้องเลือกให้ดี
เชื้อตัวนี้ไม่ได้ติดจากอาหารริมทางทุกมื้อครับ อย่าเพิ่งกลัวจนเลิกกินไปหมด
แต่ถ้าร้านใช้น้ำไม่สะอาด
น้ำแข็งไม่รู้แหล่ง
ผักสดล้างแบบรีบ ๆ
ภาชนะล้างแล้ววางรวมกับของสกปรก
โอกาสปนเปื้อนก็เพิ่มขึ้นได้ เปลี่ยนมาเลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ น้ำดื่มสะอาด ผักผลไม้ล้างดี และร้านที่ดูแลอุปกรณ์เป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะเวลาเดินทางไปพื้นที่ที่ไม่มั่นใจเรื่องระบบน้ำครับ

5️⃣ คนในบ้านตรวจเจอ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของเขาคนเดียว
สมมติสามีตรวจเจอ
ภรรยาก็ปวดลิ้นปี่มาหลายเดือน
แต่คิดว่า “คงกินกาแฟเยอะ”
หรือพ่อแม่เคยเป็นแผลในกระเพาะ
ลูกก็แน่นท้องเรื้อรัง
แต่ไม่มีใครคิดถึง H. pylori
เชื้อนี้พบอยู่รวมกันในครอบครัวได้ครับ เพราะกินข้าวร่วมกัน อยู่ใกล้กัน และอาจมีพฤติกรรมใช้ของร่วมปากกันมานาน

ไม่ได้แปลว่าคนหนึ่งเจอแล้ว ทุกคนต้องไปซื้อยากินเองนะครับ แต่คนในบ้านที่มีอาการกระเพาะซ้ำ ๆ เคยเป็นแผลในกระเพาะ หรือมีประวัติมะเร็งกระเพาะในครอบครัว ควรคุยกับแพทย์เรื่องการตรวจ การตรวจส่วนใหญ่ไม่ต้องส่องกล้องครับ มีทั้งการเป่าลมหายใจและตรวจอุจจาระ ส่วนการส่องกล้องจะใช้เมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น มีอาการเตือน ต้องดูแผล หรือเก็บชิ้นเนื้อครับ

อาการแบบไหน อย่าปล่อยไว้จนชินครับ
• ปวดหรือแสบท้องตรงลิ้นปี่ซ้ำ ๆ
• แน่นท้อง อิ่มเร็ว คลื่นไส้ หรือเรอบ่อย
• เคยเป็นแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
• คนในบ้านตรวจพบเชื้อ แล้วเรามีอาการเหมือนกัน
• น้ำหนักลด ซีด อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ให้รีบไปโรงพยาบาล
• รักษาแล้วต้องกลับไปตรวจยืนยันว่าเชื้อหายจริง ไม่ใช่อาการดีขึ้นแล้วคิดว่าจบ เพราะแนวทางแนะนำให้ตรวจยืนยันหลังรักษาครับ

ผมรู้ว่าทำตามได้ยาก แต่ H. pylori เป็นเชื้อที่ต่อให้ระวังมาก เราก็อาจตอบไม่ได้อยู่ดีว่าติดมาจากไหนครับ แต่สิ่งที่ทำได้คือเลิกแลกน้ำลายกันโดยไม่จำเป็น ล้างมือให้จริง เลือกอาหารกับน้ำที่สะอาด และอย่าปล่อยอาการกระเพาะเรื้อรังจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะเชื้อนี้ไม่ได้เก่งแค่ทำให้ปวดท้อง แต่มันเก่งเรื่องอยู่เงียบ ๆ จนกระเพาะอักเสบไปนานโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ครับ ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ข้อมูล: เพจหมอเจด

"เบาหวานไม่ได้อันตรายเพราะน้ำตาลสูง แต่ที่น่ากลัวคือความเสียหายที่ค่อยๆ เกิดขึ้นกับร่างกายโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว"โรคเบาหว...
24/06/2026

"เบาหวานไม่ได้อันตรายเพราะน้ำตาลสูง แต่ที่น่ากลัวคือความเสียหายที่ค่อยๆ เกิดขึ้นกับร่างกายโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว"

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้น้ำตาลสะสมอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน

ในภาวะปกติ เมื่อเรารับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ร่างกายจะย่อยอาหารให้กลายเป็นกลูโคสและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อทำหน้าที่เสมือนกุญแจ เปิดประตูให้กลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับ และเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อนำไปใช้สร้างพลังงาน แต่ในผู้ป่วยเบาหวาน อินซูลินอาจมีไม่เพียงพอ หรือเซลล์ของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ลดลง ทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ตามปกติ และเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็นหลายชนิด

โดยเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปทำลายเซลล์เบตาในตับอ่อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ มักพบในเด็กและวัยรุ่น และจำเป็นต้องได้รับอินซูลินตลอดชีวิต

ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลิน น้ำหนักตัวเกิน ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง การขาดการออกกำลังกาย และปัจจัยทางพันธุกรรม โดยในระยะแรกตับอ่อนจะพยายามผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์เบตาจะทำงานหนักจนเสื่อมลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนจากรกที่ส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังคลอด แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต

อาการของโรคเบาหวานที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หิวบ่อย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มองเห็นไม่ชัด แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย คันตามผิวหนัง หรือมีอาการชาปลายมือปลายเท้า อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองกำลังมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

สิ่งที่ทำให้โรคเบาหวานเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน น้ำตาลที่สูงเรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดขนาดเล็กและหลอดเลือดขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ไตเสื่อม ไตวาย ความผิดปกติของเส้นประสาท อาการชาปลายมือปลายเท้า หรือปวดแสบปวดร้อน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง แผลเรื้อรังที่เท้า เนื้อตาย และการตัดอวัยวะในที่สุด

ข่าวดีคือโรคเบาหวานสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดได้ โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 การควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารที่เหมาะสม ลดน้ำตาลและแป้งขัดสี เพิ่มผักและโปรตีนคุณภาพดี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด และตรวจสุขภาพเป็นประจำ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น ลดภาวะดื้ออินซูลิน และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

โรคเบาหวานอาจเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลตลอดชีวิต แต่หากเข้าใจกลไกของโรคและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงในอนาคตได้อย่างมาก

หลายคนคิดว่าการควบคุมน้ำตาลในเลือดขึ้นอยู่กับตับอ่อนเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว “กล้ามเนื้อ” คืออวัยวะสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในการป้องกันและชะลอโรคเบาหวาน เพราะกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้น้ำตาลกลูโคสมากที่สุดในร่างกาย ยิ่งมีกล้ามเนื้อแข็งแรงและมีการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ ร่างกายก็ยิ่งสามารถจัดการระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการหดตัว ไม่ว่าจะจากการเดิน การยืน การขึ้นบันได หรือการออกกำลังกาย จะเกิดการเคลื่อนตัวของตัวขนส่งกลูโคสที่เรียกว่า GLUT4 ไปยังผิวเซลล์กล้ามเนื้อ ทำหน้าที่เสมือนประตูรับน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน กระบวนการนี้มีความพิเศษตรงที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้ร่างกายจะใช้อินซูลินน้อยลง จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะดื้ออินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล้ามเนื้อสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ได้แก่ กล้ามเนื้อน่องหรือ Soleus ซึ่งทำงานตลอดเวลาในขณะยืนและเดิน กล้ามเนื้อต้นขาที่เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ของร่างกาย กล้ามเนื้อสะโพกที่ช่วยในการเคลื่อนไหว และกล้ามเนื้อหลังที่มีบทบาทในการทรงตัวและการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะสามารถดึงน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้การควบคุมระดับน้ำตาลมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือการฝึกเวทเทรนนิ่ง ล้วนช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและเพิ่มความไวต่ออินซูลินได้ทั้งสิ้น โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดในการควบคุมระดับน้ำตาลและดูแลสุขภาพโดยรวม

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง เพราะไขมันส่วนเกินเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะดื้ออินซูลิน การลดการบริโภคน้ำตาลและแป้งขัดสี หันมารับประทานโปรตีนคุณภาพดีและผักให้มากขึ้น จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และลดภาระการทำงานของตับอ่อนได้

ขณะเดียวกัน การนอนหลับอย่างเพียงพอและการจัดการความเครียดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการอดนอนและความเครียดเรื้อรังสามารถกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและเพิ่มภาวะดื้ออินซูลินได้ สุดท้าย การตรวจสุขภาพประจำปีและการติดตามระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดูแลกล้ามเนื้อให้แข็งแรงจึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อการเคลื่อนไหวหรือรูปร่างที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ลดภาวะดื้ออินซูลิน และป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ข้อมูล: เพจอโรคยา ปรมาลาภา

#เบาหวาน #ภาวะดื้ออินซูลิน #น้ำตาลในเลือดสูง #สุขภาพดี #ป้องกันเบาหวาน #ความรู้สุขภาพ #ดูแลสุขภาพ #โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง #ควบคุมน้ำตาล #ลดความเสี่ยงเบาหวาน #สุขภาพองค์รวม #รู้ทันเบาหวาน #เบาหวานป้องกันได้

MedInTech’s AI-Powered Endoscope Aims to Reduce Missed Polypsกล้องส่องตรวจทางเดินอาหารที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ MedInTech...
27/04/2026

MedInTech’s AI-Powered Endoscope Aims to Reduce Missed Polyps

กล้องส่องตรวจทางเดินอาหารที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ MedInTech มุ่งลดโอกาสตรวจไม่พบติ่งเนื้อ

MedInTech กำลังแทนที่ปุ่มควบคุมแบบแมนนวลด้วย AI เพื่อลดความเหนื่อยล้าของแพทย์และเพิ่มความแม่นยำ การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารเป็นหนึ่งในขั้นตอนการวินิจฉัยที่ทำกันอย่างแพร่หลาย แต่กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารใช้ท่ออ่อนที่มีกล้องเพื่อช่วยตรวจจับและรักษาโรคบางอย่าง เช่น มะเร็ง
MedInTech ต้องการพัฒนากล้องส่องตรวจทางเดินอาหารให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยแพลตฟอร์มกึ่งอัตโนมัติโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และมอเตอร์

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทคือ กล้องส่องตรวจทางเดินอาหารที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์และ AI ซึ่งนำทางภายในทางเดินอาหารโดยอัตโนมัติเพื่อตรวจจับและติดตามมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น
บริษัทได้รับรางวัล Edison Awards ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เพื่อยกย่อง "ความเป็นเลิศในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ การตลาด การออกแบบ และนวัตกรรม" U.S. News เป็นพันธมิตรด้านสื่อของรางวัล Edison Awards

https://youtu.be/f6pCC6fpT9k?si=VUjAdoOmAOHiHWcw

ระบบ AI ของกล้องเอนโดสโคปได้รับการฝึกฝนด้วยภาพและวิดีโอเอนโดสโคปความละเอียดสูงหลายแสนภาพ

“อัลกอริทึมของเรามีความซับซ้อนสูง ทำให้สามารถตรวจจับรอยโรคแบนราบและความแตกต่างของพื้นผิวเล็กน้อยที่มักถูกมองข้ามด้วยตาเปล่า” ซงยี แบ็ก หัวหน้าทีมทรัพย์สินทางปัญญาของ MedInTech กล่าวในอีเมล

สำหรับโรงพยาบาล นั่นหมายถึงรายได้ต่อการตรวจที่สูงขึ้นเนื่องจากความสามารถในการตรวจจับติ่งเนื้อที่อาจพลาดไปในระหว่างการส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่แบบมาตรฐาน สำหรับผู้ป่วย MedInTech กล่าวว่าในที่สุดแล้วจะช่วยปรับปรุงคุณภาพการตรวจโดยรวมและลดความจำเป็นในการตรวจซ้ำ

ลดความเหนื่อยล้าของแพทย์
ระบบของ MedInTech แทนที่ปุ่มและวาล์วเชิงกลแบบเดิมด้วยระบบควบคุมแบบมอเตอร์ ทำให้ด้ามจับเบาลงและลดความเหนื่อยล้าของผู้ใช้งาน ช่วยลดความเครียดของแพทย์และช่วยให้พวกเขาสามารถ “รักษาความเข้มข้นสูงสุดในระหว่างการตรวจที่ยาวนานขึ้น” ตามที่แบ็กกล่าว

ฟังก์ชันการบังคับทิศทางและการติดตามจะทำงานโดยการกดปุ่มหรือเหยียบแป้น และ “ช่วยให้สามารถควบคุมด้วยตนเองได้ทันทีตลอดเวลา ทำให้แพทย์ยังคงควบคุมได้อย่างเต็มที่” เธอกล่าว

MedInTech กล่าวว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบของพวกเขานั้น “มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง” โดยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับอุปกรณ์แบบแมนนวลจะสามารถใช้งานระบบได้อย่างคล่องแคล่วหลังจากฝึกฝนเพียงไม่กี่วัน
จากสถิติทางคลินิก การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่แบบมาตรฐานอาจพลาดการตรวจพบติ่งเนื้อประมาณ 20-30% ระบบของ MedInTech มีเป้าหมายที่จะลดตัวเลขนี้ให้ต่ำกว่า 5%

เป้าหมายในอนาคต: การขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและการทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันระบบของ MedInTech กำลังใช้งานอยู่ในเกาหลีและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่บริษัทกำลังมองหาโอกาสในสหรัฐอเมริกา

“สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก” แบคกล่าว “ปัจจุบันเรามุ่งเน้นในเอเชียไปที่การสร้างการรับรองทางคลินิกที่แข็งแกร่งและประสบการณ์การใช้งานที่ดี ซึ่งจะสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างมีกลยุทธ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

MedInTech กำลังดำเนินการทดลองทางคลินิกอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบ และในที่สุดก็ตั้งเป้าที่จะพัฒนาจากระบบกึ่งอัตโนมัติไปสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในการส่องกล้องตรวจภายใน

https://health.usnews.com/health-care/articles/medintechs-ai-powered-endoscope-aims-to-reduce-missed-polyps

แท็ก: ปัญญาประดิษฐ์, สุขภาพ, การดูแลสุขภาพ, เทคโนโลยีทางการแพทย์, เทคโนโลยี, The Blueprint

กรุ๊ปเลือดกับอาหารและลักษณะนิสัย 🅰️ Blood Type A: "The Cultivator" (นักเพาะปลูก)คนกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องระบบย่อยอาหารท...
02/02/2026

กรุ๊ปเลือดกับอาหารและลักษณะนิสัย

 🅰️ Blood Type A: "The Cultivator" (นักเพาะปลูก)

คนกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องระบบย่อยอาหารที่ค่อนข้างบอบบางและกรดในกระเพาะต่ำ

• อาหารที่ควรทาน: เน้น มังสวิรัติ เป็นหลัก เช่น ผักใบเขียว, บรอกโคลี, ฟักทอง, และถั่วเหลือง (เต้าหู้) ปลาที่ย่อยง่าย เช่น ปลาทู, ปลาแซลมอน

• ควรหลีกเลี่ยง: เนื้อแดง (ย่อยยาก), ผลิตภัณฑ์จากนมวัว, และแป้งสาลี

• นิสัย: เป็นคนมีความรับผิดชอบสูง เจ้าระเบียบ อ่อนโยน และแคร์ความรู้สึกคนรอบข้าง แต่อาจจะมีความเครียดสะสมได้ง่าย

🅱️ Blood Type B: "The Nomad" (นักพเนจร)

เป็นกรุ๊ปที่โชคดีที่สุดเรื่องการกิน เพราะระบบย่อยอาหารมีความยืดหยุ่นสูง

• อาหารที่ควรทาน: ทานได้หลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์และผัก เน้น ปลาเนื้อขาว, เนื้อแกะ, ไข่, และผลิตภัณฑ์จากนม ข้าวโอ๊ต และข้าวกล้อง

• ควรหลีกเลี่ยง: ไก่ (มีเลกตินที่อาจรบกวนระบบเลือด), ข้าวโพด, ถั่วลิสง และงา

• นิสัย: รักอิสระ มีความคิดสร้างสรรค์สูง ปรับตัวเก่ง แต่อาจจะดูเป็นคนอินดี้หรือเข้าใจยากในบางครั้ง

🅾️ Blood Type O: "The Hunter" (นักล่า)

มีระบบเผาผลาญที่ดีและมีกรดในกระเพาะอาหารสูง ย่อยโปรตีนได้ดีมาก

• อาหารที่ควรทาน: เน้น โปรตีนจากเนื้อสัตว์ (เนื้อวัว, เนื้อแกะ), ปลาทะเล, ผักโขม, และคะน้า

• ควรหลีกเลี่ยง: แป้งสาลี, ข้าวโพด, และถั่วบางชนิด เพราะจะทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายและขัดขวางการทำงานของอินซูลิน

• นิสัย: มีความเป็นผู้นำ มั่นใจในตัวเองสูง กล้าหาญ และตรงไปตรงมา แต่อาจจะหัวแข็งหรือเอาแต่ใจบ้าง

🆎 Blood Type AB: "The Enigma" (ผู้ลึกลับ)
เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ป A และ B มีความซับซ้อนในระบบย่อยอาหาร

• อาหารที่ควรทาน: อาหารทะเล, เต้าหู้, ผักใบเขียว และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (ช่วยสร้างสมดุลกรดในกระเพาะ)

• ควรหลีกเลี่ยง: เนื้อแดงที่ย่อยยาก (เหมือนกรุ๊ป A) และควรเลี่ยงคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ที่กระตุ้นความเครียด

• นิสัย: เป็นคนมีเหตุมีผล มีระเบียบ แต่ก็มีความยืดหยุ่น มักเป็นคนประนีประนอมเก่ง แต่อาจจะดูเข้าถึงยากในบางที

บ.จีนพัฒนา 'แคปซูลจิ๋ว' พลัง AI ตรวจกระเพาะไร้เจ็บใน 8 นาที (ชมคลิปในคอมเมนต์)ชวนรู้จัก "แคปซูลจิ๋ว" ขับเคลื่อนด้วยปัญญา...
21/11/2025

บ.จีนพัฒนา 'แคปซูลจิ๋ว' พลัง AI ตรวจกระเพาะไร้เจ็บใน 8 นาที (ชมคลิปในคอมเมนต์)
ชวนรู้จัก "แคปซูลจิ๋ว" ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ที่พัฒนาโดยบริษัทการแพทย์ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน ผลิตภัณฑ์นี้กำลังเข้ามาพลิกแนวทางการตรวจกระเพาะอาหารในจีน เพราะเพียงแค่ผู้ป่วยกลืนแคปซูลจิ๋วไร้สีไร้รสชาติเม็ดนี้ลงไป แล้วรอ 8 นาที จะสามารถรับรายงานผลการตรวจโดยที่ไม่ต้องใส่ท่อสายยาง ไม่ต้องดมยาสลบให้ต้องรู้สึกไม่สบายตัว
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายการตรวจกระเพาะอาหารด้วยแคปซูลจิ๋วนี้มีราคาต่ำกว่า 280 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,000 บาท) ทำให้เป็นการตรวจที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากขึ้นในอนาคต

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบอุดกั้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์Credit: TNN ช่อง16
04/11/2025

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบอุดกั้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์

Credit: TNN ช่อง16

งานวิจัยใหม่พบว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบอุดกั้นเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภ....

บอลลูนลดน้ำหนัก (Gastric Balloon) คือการใส่บอลลูนซิลิโคนที่บรรจุสารน้ำเข้าไปในกระเพาะอาหารผ่านการส่องกล้อง เพื่อลดพื้นที...
06/10/2025

บอลลูนลดน้ำหนัก (Gastric Balloon) คือการใส่บอลลูนซิลิโคนที่บรรจุสารน้ำเข้าไปในกระเพาะอาหารผ่านการส่องกล้อง เพื่อลดพื้นที่ในกระเพาะ ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงและรู้สึกอิ่มนานขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลง. วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) เกินเกณฑ์และต้องการตัวช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน.

หลักการทำงาน
-ลดพื้นที่ในกระเพาะอาหาร:
บอลลูนจะเข้าไปแทนที่พื้นที่ในกระเพาะ ทำให้ปริมาณอาหารที่รับได้ลดลง.
-เพิ่มความรู้สึกอิ่ม:
การที่กระเพาะอาหารมีพื้นที่น้อยลง ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและอิ่มนานกว่าเดิม.
-ปรับพฤติกรรมการกิน:
ความอิ่มที่นานขึ้น ช่วยลดความอยากอาหารและกระตุ้นให้รับประทานอาหารน้อยลงอย่างต่อเนื่อง.
-ลดการเผาผลาญไขมัน:
เมื่อรับประทานอาหารน้อยลง ร่างกายจะเริ่มนำไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงาน.

ประเภทของบอลลูน
1.บอลลูนแบบส่องกล้อง: เป็นบอลลูนที่แพทย์จะสอดเข้าไปในกระเพาะอาหารด้วยการส่องกล้องและเติมน้ำเกลือให้ขยายตัว.
2.บอลลูนแบบกลืน: เป็นบอลลูนขนาดเล็กที่สามารถกลืนลงไปในกระเพาะได้ และจะพองตัวด้วยน้ำ.
3.บอลลูนแบบปรับขนาดได้: เป็นบอลลูนที่สามารถปรับขนาดของบอลลูนได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล.

ข้อดีและข้อควรพิจารณา
ข้อดี: เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัด และช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ยั่งยืน.
ข้อควรพิจารณา: มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเสี่ยงต่อการอุดตันของทางเดินอาหาร.

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำบอลลูนลดน้ำหนัก?
1.ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่าเกณฑ์.
2.ผู้ที่เคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นแล้วแต่ไม่สำเร็จ หรือไม่สามารถควบคุมน้ำหนักในระยะยาวได้.
3.ผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างจริงจังเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น.

ที่อยู่

30/114 Soi Ngamwongwan 47 Yeak 9, Thongsonghong, Laksi District
Bangkok
10210

เบอร์โทรศัพท์

+66(0) 81 8063661

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Rio Health and Devices โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Rio Health and Devices:

ทางลัด

แชร์