Live with Port-A Cath TH

เส้นทาง

Live with Port-A Cath TH “Port-A-Cath ทุกการรักษา ไม่ควรเริ่มต้นด้วยความเจ็บปวด” �

🔍 Behind the Port EP.3สายของ Port-a-Cath จริง ๆ แล้วไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหน?หลายคนจับก้อนพอร์ตที่หน้าอกแล้วจะนึกว่าสายคงอยู่...
11/09/2026

🔍 Behind the Port EP.3

สายของ Port-a-Cath จริง ๆ แล้วไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหน?

หลายคนจับก้อนพอร์ตที่หน้าอกแล้วจะนึกว่าสายคงอยู่แถว ๆ นั้น

จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ

ตัวพอร์ตอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก แต่จะมีสายเล็ก ๆ ต่อจากพอร์ตเข้าไปในหลอดเลือดดำ และปลายสายจะไปอยู่ในหลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ

ตำแหน่งที่ต้องการโดยทั่วไปคือบริเวณปลายของ superior vena cava ใกล้กับจุดที่ต่อกับหัวใจ หรือที่เรียกว่า cavoatrial junction

แล้วทำไมต้องไปไกลขนาดนั้น?

เหตุผลหลักคือบริเวณนี้เป็นหลอดเลือดขนาดใหญ่และมีเลือดไหลผ่านมาก ยาที่เราให้ผ่านพอร์ต โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดหรือยาที่ระคายเคืองต่อหลอดเลือด จะถูกเจือจางได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการให้ผ่านเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่แขน

ตำแหน่งของปลายสายจึงค่อนข้างสำคัญ

ถ้าสายสั้นเกินไป ปลายสายอาจอยู่สูงเกินตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้การใช้งานไม่ดีเท่าที่ควร และอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง

ในทางกลับกัน ถ้าสายยาวเกินไปจนเข้าไปในหัวใจมากเกิน ก็อาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

เพราะฉะนั้น เวลาผมใส่พอร์ต สิ่งที่ต้องเช็กไม่ได้มีแค่ว่า “สายเข้าเส้นเลือดแล้วหรือยัง”

แต่ต้องดูด้วยว่า ปลายสายไปจบตรงตำแหน่งที่เหมาะสมหรือยัง

วิธีเช็กก็มีหลายแบบ เช่น fluoroscopy, ECG guidance หรือเอกซเรย์ ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้และระบบของแต่ละโรงพยาบาล

ดังนั้น ถึงแม้สิ่งที่คนไข้เห็นจากด้านนอกจะเป็นเพียงก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง แต่จริง ๆ แล้ว Port-a-Cath มีสายที่ต่อเข้าไปถึงหลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจครับ

และตำแหน่งปลายสายที่ต่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก็มีผลต่อการใช้งานในระยะยาวได้เหมือนกัน

📌 Behind the Port
ตอนต่อไป: ทำไมบางคนใส่พอร์ตแล้วมีแผลเดียว แต่บางคนมี 2 แผล?

🔍 Behind the Port EP.2ใส่พอร์ตเสร็จแล้ว…ทำไมบางครั้งหมอยังต้องเอกซเรย์อีก?“ใส่เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังต้องไปเอกซเ...
27/08/2026

🔍 Behind the Port EP.2

ใส่พอร์ตเสร็จแล้ว…ทำไมบางครั้งหมอยังต้องเอกซเรย์อีก?

“ใส่เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังต้องไปเอกซเรย์อีก?”

เป็นอีกคำถามที่คนไข้ถามผมบ่อยครับ

เพราะสำหรับคนไข้ พอปิดแผลเรียบร้อยก็น่าจะถือว่าการใส่ Port-a-Cath จบแล้ว

แต่สำหรับหมอ ก่อนจะบอกว่า “เรียบร้อย” ยังมีอีกเรื่องสำคัญที่ต้องมั่นใจก่อน นั่นคือ สายอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการจริงหรือไม่ และมีภาวะแทรกซ้อนจากการใส่หรือเปล่า

1. เราไม่ได้ดูแค่ว่า “สายเข้าเส้นเลือดแล้ว”

สายของ Port-a-Cath จะวิ่งจากตัวพอร์ตเข้าสู่หลอดเลือดดำใหญ่ และปลายสายควรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

ถ้าปลายสายสั้นหรือยาวเกินไป หรือไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรอยู่ อาจทำให้พอร์ตทำงานได้ไม่ดี และเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาตามมาได้

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เราต้องมั่นใจหลังใส่ คือ ตำแหน่งของปลายสายครับ

2. อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ “ลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด”

การใส่พอร์ตผ่านหลอดเลือดบริเวณคอหรือใต้ไหปลาร้า แม้จะทำด้วยอัลตราซาวนด์และเทคนิคที่ปลอดภัย ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

หนึ่งในสิ่งที่เราระวังคือ pneumothorax หรือภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด

Chest X-ray จึงสามารถช่วยตรวจทั้งตำแหน่งของสายและภาวะแทรกซ้อนบางอย่างหลังหัตถการได้

3. แล้วทุกคนต้องเอกซเรย์หลังใส่พอร์ตไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไปครับ

ปัจจุบันหลายแห่งใส่พอร์ตโดยใช้ ultrasound ร่วมกับ fluoroscopy หรือวิธีอื่นในการยืนยันตำแหน่งปลายสายตั้งแต่ระหว่างทำหัตถการ

ถ้าแพทย์สามารถยืนยันตำแหน่งของสายได้ชัดเจน และไม่มีเหตุให้สงสัยภาวะแทรกซ้อน ก็อาจไม่จำเป็นต้องทำ Chest X-ray ซ้ำในผู้ป่วยทุกราย

ในทางกลับกัน ถ้าระหว่างใส่มีความยาก ตำแหน่งสายยังไม่แน่ชัด หรือมีอาการผิดปกติหลังทำ เช่น หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือค่าออกซิเจนลดลง การตรวจเพิ่มเติมก็มีความสำคัญมากขึ้น

ดังนั้น ถ้าใส่พอร์ตแล้วโรงพยาบาลหนึ่งให้ไปเอกซเรย์ แต่อีกโรงพยาบาลหนึ่งไม่ได้ทำ ไม่ได้แปลว่าที่ไหนทำถูกหรือผิดครับ

อาจเป็นเพราะเทคนิคที่ใช้ในการใส่ วิธีตรวจสอบตำแหน่งสาย และ protocol ของแต่ละแห่งแตกต่างกัน

สำหรับคนไข้ การใส่พอร์ตอาจดูเหมือนจบตอนที่ปิดแผล

แต่สำหรับหมอ…

หัตถการจะยังไม่จบ จนกว่าเราจะแน่ใจว่าสิ่งที่ใส่เข้าไปนั้น อยู่ถูกที่ และพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยครับ

⸻

📌 Behind the Port ซีรีส์ที่พามาดูเรื่องเล็ก ๆ เบื้องหลังการใส่ Port-a-Cath ที่คนไข้ไม่ค่อยได้เห็น

EP.3 : ปลายสาย Port-a-Cath จริง ๆ แล้วไปสิ้นสุดอยู่ตรงไหนในร่างกาย?

🔍 Behind the Port EP.1ทำไมหมอต้องใช้อัลตราซาวนด์ ทั้งที่เส้นเลือดก็อยู่ตรงนั้น?เคยมีคนไข้ถามผมว่า“ทำไมต้องเอาเครื่องอัลต...
21/07/2026

🔍 Behind the Port EP.1

ทำไมหมอต้องใช้อัลตราซาวนด์ ทั้งที่เส้นเลือดก็อยู่ตรงนั้น?

เคยมีคนไข้ถามผมว่า

“ทำไมต้องเอาเครื่องอัลตราซาวนด์มาดูด้วย เส้นเลือดก็อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ?”

เป็นคำถามที่ดีมากครับ

เพราะถ้ามองจากมุมของคนไข้ ก็เหมือนเราเสียเวลาทำอีกขั้นตอนหนึ่งก่อนเริ่มหัตถการ

แต่สำหรับศัลยแพทย์…

อัลตราซาวนด์ไม่ใช่เครื่องสำหรับ “หาเส้นเลือด”

แต่เป็นเครื่องที่ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก

เราใช้มันเพื่อดูว่าเส้นเลือดเปิดโล่งดีหรือไม่ มีลิ่มเลือดหรือเปล่า อยู่ห่างจากหลอดเลือดแดงแค่ไหน และตำแหน่งไหนเหมาะที่สุดสำหรับผู้ป่วยคนนั้น

แม้คนไข้สองคนจะมารับการใส่ Port-a-Cath เหมือนกัน แต่หลอดเลือดของทั้งสองคนอาจไม่เหมือนกันเลย

การได้เห็นภาพจริงก่อนเริ่ม จึงช่วยให้เราวางแผนได้แม่นยำขึ้น และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่เข็มแรก

ปัจจุบัน งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนการใช้อัลตราซาวนด์ในการใส่สายหลอดเลือดดำใหญ่ เพราะช่วยเพิ่มโอกาสเจาะได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก และลดภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับการอาศัยตำแหน่งทางกายวิภาคเพียงอย่างเดียว จึงกลายเป็นมาตรฐานในโรงพยาบาลส่วนใหญ่

สำหรับคนไข้ ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาเพิ่มเพียงไม่กี่นาที

แต่สำหรับศัลยแพทย์…

บางครั้ง “ไม่กี่นาทีก่อนเริ่ม” อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของหัตถการทั้งหมด

เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วย เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนลงเข็มครับ

⸻

📌 Behind the Port เป็นซีรีส์ที่พาทุกคนมาดูเบื้องหลังการใส่ Port-a-Cath ในมุมที่คนไข้ไม่ค่อยได้เห็น

EP.2 : ทำไมหลังใส่พอร์ตเสร็จแล้ว…หมอยังต้องเอกซเรย์อีก?

มี Port-a-Cath แล้ว…ทำไมบางครั้งยังต้องเจาะเลือดจากแขน?คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ“มีพอร์ตอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเจาะเลือดท...
26/06/2026

มี Port-a-Cath แล้ว…ทำไมบางครั้งยังต้องเจาะเลือดจากแขน?

คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ

“มีพอร์ตอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเจาะเลือดที่แขนอีก?”

“เจาะจากพอร์ตไปเลยไม่ได้เหรอ จะได้ไม่ต้องเจ็บหลายรอบ”

คำตอบคือ เจาะเลือดจากพอร์ตได้ครับ แต่ไม่ได้แปลว่าควรใช้พอร์ตเจาะเลือดทุกครั้ง เพราะการเจาะเลือดจากพอร์ตมีรายละเอียดมากกว่าที่หลายคนคิด

⸻

1. ต้องใช้เข็มเฉพาะสำหรับพอร์ต

การปักพอร์ตต้องใช้เข็มชนิดพิเศษที่เรียกว่า Huber needle ซึ่งออกแบบมาให้ปักผ่านแผ่นซิลิโคนของพอร์ตโดยไม่ทำให้พอร์ตเสียหาย

เข็มเจาะเลือดทั่วไปไม่สามารถนำมาปักพอร์ตได้ครับ

และในชีวิตจริง Huber needle ไม่ได้มีอยู่ทุกแผนก หรือทุกจุดเจาะเลือด บางห้องตรวจ บางแผนก หรือบางโรงพยาบาลอาจไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับปักพอร์ตไว้ ดังนั้นแม้คนไข้จะมีพอร์ตอยู่แล้ว ทีมรักษาอาจเลือกเจาะเลือดจากแขนแทน เพราะทำได้เร็วกว่าและเหมาะสมกว่าในสถานการณ์นั้น

⸻

2. ต้องทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ

พอร์ตเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับหลอดเลือดดำใหญ่ การปักพอร์ตจึงต้องระวังเรื่องความสะอาดมากกว่าการเจาะเลือดจากแขนทั่วไป ต้องมีการเตรียมผิวหนัง ใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง และดูแลหลังปักอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ

⸻

3. ต้อง flush และมักต้องทิ้งเลือดช่วงแรกก่อนส่งตรวจ

ในพอร์ตอาจมีน้ำเกลือหรือ heparin lock ค้างอยู่ ถ้าดูดเลือดส่งตรวจทันทีโดยไม่จัดการให้ถูกวิธี ผลเลือดบางค่าอาจคลาดเคลื่อนได้

ดังนั้นการเจาะเลือดจากพอร์ตจึงต้องมีขั้นตอนมากกว่า ไม่ใช่แค่ปักแล้วดูดเลือดส่งแล็บได้เลย

⸻

4. แล็บบางชนิดไม่เหมาะกับการเก็บจากพอร์ต

การตรวจบางอย่างอาจไวต่อการปนเปื้อนจากสารน้ำ ยา หรือ heparin โรงพยาบาลบางแห่งจึงกำหนดให้เจาะเลือดจากแขนเป็นหลัก เพื่อให้ผลตรวจแม่นยำที่สุด

⸻

5. ถ้าพอร์ตดูดเลือดไม่ออก ไม่ควรฝืน

บางครั้งพอร์ตยัง flush เข้าได้ แต่ ดูดเลือดไม่ออก อาจเกิดจากปลายสายพิงผนังหลอดเลือด หรือมี fibrin sheath เคลือบปลายสาย กรณีนี้ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป แต่ไม่ควรฝืนดูดแรง ๆ ควรให้ทีมที่ดูแลพอร์ตประเมินก่อน

⸻

6. นโยบายแต่ละโรงพยาบาลไม่เหมือนกัน

บางที่อนุญาตให้เจาะเลือดจากพอร์ตได้ บางที่ทำเฉพาะใน chemo unit หรือ ward และบางที่ให้เจาะจากแขนเป็นหลัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ดังนั้นคำตอบอาจไม่เหมือนกันในทุกโรงพยาบาลครับ

⸻

สรุปง่าย ๆ

มี Port-a-Cath แล้ว ไม่ได้แปลว่าจะไม่ต้องเจาะเลือดจากแขนอีกเลย

พอร์ตช่วยลดการเจาะเส้นซ้ำ ๆ ได้มาก โดยเฉพาะในคนไข้ที่เส้นแขนหายาก เส้นพัง หรือเจาะเลือดบ่อย แต่การใช้พอร์ตเจาะเลือดควรทำเมื่อเหมาะสม มีอุปกรณ์ครบ มีคนที่ใช้งานพอร์ตเป็น และทำด้วยเทคนิคที่ปลอดภัย

ถ้าวันไหนทีมรักษาเลือกเจาะเลือดจากแขน ไม่ได้แปลว่าพอร์ตไม่มีประโยชน์ แต่อาจเป็นเพราะในสถานการณ์นั้น การเจาะจากแขนเป็นวิธีที่ง่ายกว่า เร็วกว่า หรือแม่นยำกว่าครับ

ถ้าเส้นแขนเจาะยากมาก หรือเจ็บจากการเจาะซ้ำบ่อย ๆ สามารถคุยกับทีมรักษาได้เลยว่า

“เคสของเราสามารถใช้พอร์ตเจาะเลือดได้ไหม”

พอร์ตมีไว้เพื่อช่วยให้การรักษาง่ายขึ้น แต่ต้องใช้ให้ถูกจังหวะ ถูกอุปกรณ์ และปลอดภัยที่สุดครับ 🩺

Port-a-Cath ไม่ได้ใส่ได้แค่ที่หน้าอกบางคน…ใส่ที่แขนก็เหมาะมากครับภาพนี้เป็นผู้ป่วยท่านหนึ่งที่ใส่ Port-a-Cath ที่แขน มาเ...
22/06/2026

Port-a-Cath ไม่ได้ใส่ได้แค่ที่หน้าอก

บางคน…ใส่ที่แขนก็เหมาะมากครับ

ภาพนี้เป็นผู้ป่วยท่านหนึ่งที่ใส่ Port-a-Cath ที่แขน มาเป็นเวลามากกว่า 1 ปี

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พอร์ตเส้นนี้ช่วยให้การรักษาเป็นไปได้สะดวกขึ้น ลดการเจาะเส้นซ้ำ ๆ และผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาสำคัญจากตัวพอร์ต

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะไม่ต้องมีแผลหรือพอร์ตที่มองเห็นชัดๆบริเวณหน้าอก เวลาแต่งตัว ใช้ชีวิต หรือมองตัวเองในกระจก ก็รู้สึกสบายใจกว่าเดิม

วันนี้ผู้ป่วยรักษาครบ โรคสงบดี และไม่มีความจำเป็นต้องใช้พอร์ตต่อแล้ว จึงมาผ่าตัดเอาพอร์ตออกครับ

หลายคนอาจคุ้นกับพอร์ตที่หน้าอกมากกว่า
เพราะเป็นตำแหน่งที่ใช้กันบ่อยและเหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่
แต่จริง ๆ แล้ว พอร์ตที่แขน หรือ arm port ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในบางกรณี

ข้อดีของการใส่พอร์ตที่แขนในเคสที่เหมาะสม เช่น

* ไม่ต้องมีแผลบริเวณหน้าอก
* ผู้ป่วยบางรายรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
* ซ่อนแผลได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน
* เหมาะกับผู้ป่วยบางรายที่ไม่สะดวกใส่พอร์ตบริเวณหน้าอก
* ยังสามารถใช้ให้ยาเคมีบำบัดหรือยาทางหลอดเลือดดำระยะยาวได้เหมือนพอร์ตทั่วไป

แต่ arm port ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป
ก่อนเลือกตำแหน่งต้องดูหลายอย่าง เช่น

* ขนาดหลอดเลือดที่แขน
* แผนการรักษา
* การใช้งานแขนในชีวิตประจำวัน
* ความเสี่ยงลิ่มเลือด
* โรคร่วมบางอย่าง เช่น โรคไตที่อาจต้องเก็บเส้นไว้ในอนาคต

ดังนั้นตำแหน่งของพอร์ตจึงไม่ควรเป็นสูตรสำเร็จว่า “ต้องหน้าอกเท่านั้น” แต่ควรเลือกให้เหมาะกับร่างกาย โรค และชีวิตจริงของผู้ป่วยแต่ละคน

เคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า
ถ้าเลือกตำแหน่งเหมาะ ใส่ถูกวิธี และดูแลต่อเนื่องดี
พอร์ตที่แขนก็สามารถอยู่กับผู้ป่วยได้นาน ใช้งานได้ดี ช่วยให้ผู้ป่วยมั่นใจขึ้นอึกด้วยครับ 🩺

♨️ ใส่ Port-a-Cath อยู่…แช่ออนเซ็นได้ไหม?เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนที่เป็น oncologist (หมอมะเร็งวิทยา) ซึ่งเล่าใ...
13/06/2026

♨️ ใส่ Port-a-Cath อยู่…แช่ออนเซ็นได้ไหม?

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้คุยกับเพื่อนที่เป็น oncologist (หมอมะเร็งวิทยา) ซึ่งเล่าให้ฟังว่ามีคนไข้ที่ใส่ Port-a-Cath ถามมาว่า

“หมอครับ ใส่พอร์ตอยู่ ไปแช่ออนเซ็นได้ไหม?”

ฟังดูเป็นคำถามเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วน่าสนใจมากครับ
เพราะมันสะท้อนว่าคนไข้ไม่ได้อยากรู้แค่ว่า “รักษาอย่างไร”
แต่อยากรู้ว่า “ระหว่างรักษา เรายังใช้ชีวิตแบบที่ชอบได้แค่ไหน”

คำตอบคือ…

ส่วนใหญ่ “แช่ได้” ถ้าแผลหายดีแล้ว และไม่มีอาการผิดปกติรอบพอร์ต

เพราะ Port-a-Cath เป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
เมื่อแผลผ่าตัดหายสนิท ผิวหนังปิดดี ไม่มีแผลเปิด
การอาบน้ำหรือแช่น้ำโดยทั่วไปไม่ได้ทำให้พอร์ตเสียครับ

⸻

แล้วหลังใส่พอร์ตใหม่ ๆ ต้องรอกี่วัน?

ตัวเลขที่จำง่ายคือ
ควรรอประมาณ 1–2 สัปดาห์
หรือให้ปลอดภัยคือประมาณ 14 วัน
จนกว่าแผลจะ

* แห้งสนิท
* ปิดดี
* ไม่มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม
* ไม่มีแดง บวม ร้อน หรือกดเจ็บผิดปกติ

แล้วค่อยลงแช่น้ำ ออนเซ็น หรือสระว่ายน้ำ

⸻

ควรเลี่ยงแช่ออนเซ็นในช่วงไหน?

1. เพิ่งผ่าตัดใส่พอร์ตมาใหม่ ๆ ถ้ายังไม่ครบประมาณ 1–2 สัปดาห์ หรือแผลยังไม่แห้งสนิท ควรเลี่ยงก่อน

2. เพิ่งมีการปักพอร์ตเพื่อให้ยา/ล้างพอร์ตมาไม่นาน แม้จะถอดเข็มออกแล้ว แต่ถ้ายังมีรอยเจาะใหม่ ๆ มีเลือดซึม หรือยังมีพลาสเตอร์ปิดอยู่ ควรรอให้ผิวหนังแห้งดี ไม่มีบวมแดงก่อนลงแช่น้ำ

3. เพิ่งได้รับเคมีบำบัด และร่างกายยังไม่พร้อม
บางคนหลังให้ยาอาจมีอาการอ่อนเพลีย เวียนหัว คลื่นไส้ ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือความดันตกง่าย การแช่น้ำร้อนนาน ๆ อาจทำให้หน้ามืดหรือไม่สบายตัวได้ ช่วงนี้ควรประเมินร่างกายตัวเองก่อนครับ

⸻

สรุปง่าย ๆ

ใส่พอร์ตแล้ว สามารถแช่ออนเซ็นได้ ถ้า

* แผลผ่าตัดหายสนิทแล้ว
* โดยทั่วไปพ้นช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์ / ประมาณ 14 วัน หลังผ่าตัด
* ไม่มีแดง บวม ร้อน ปวด รอบพอร์ต
* ไม่มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม
* ไม่ได้เพิ่งให้เคมีแล้วร่างกายอ่อนเพลียมาก
* แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ห้ามเป็นพิเศษ

พอร์ตไม่ได้มีไว้เพื่อให้ชีวิตลำบากขึ้น
แต่มีไว้เพื่อให้การรักษาง่ายขึ้น และช่วยให้คนไข้ยังใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

ดังนั้น ถ้าแผลดี ร่างกายพร้อม
ออนเซ็นก็ยังเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ทำได้ครับ ♨️🩺

พอร์ตตันคืออะไร?ถ้าดูดเลือดไม่ออก แปลว่าพอร์ตเสียไหม?นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากครับ“ทำไมพอร์ตยังฉีดเข้าได้ แต...
05/06/2026

พอร์ตตันคืออะไร?

ถ้าดูดเลือดไม่ออก แปลว่าพอร์ตเสียไหม?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากครับ

“ทำไมพอร์ตยังฉีดเข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก?”

“แบบนี้พอร์ตตันแล้วใช่ไหม?”

“ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่หรือเปล่า?”

คำตอบคือ

ยังไม่จำเป็นต้องแปลว่าพอร์ตเสียเสมอไปครับ

⸻

พอร์ตตัน แปลว่าอะไร?

คำว่า “พอร์ตตัน” ในชีวิตจริงอาจหมายถึงหลายแบบ เช่น

* flush เข้าไม่ได้

* flush เข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก

* ไหลได้ไม่ดี ต้องใช้แรงดันมากผิดปกติ

ดังนั้นเวลาเจอปัญหาพอร์ตใช้งานไม่ลื่น

เราไม่ได้รีบสรุปทันทีว่า “พอร์ตพัง”

แต่ต้องดูให้ชัดก่อนว่า “ตันแบบไหน”

⸻

กรณีที่เจอบ่อยมาก:

ฉีดเข้าได้ แต่ดูดเลือดไม่ออก

อันนี้เจอบ่อยที่สุดครับ

และหลายครั้งสาเหตุไม่ใช่ตัวพอร์ตเสีย แต่เป็นเรื่องของ

* ปลายสายแนบผนังหลอดเลือด

* มี fibrin sheath หรือคราบโปรตีนบาง ๆ มาเคลือบรอบปลายสาย

* ท่าทางของผู้ป่วยทำให้สายพาดหรือพิงในมุมที่ดูดเลือดยาก

พูดง่าย ๆ คือ

เวลาฉีดยาเข้า แรงดันจากการฉีดอาจยังพอผ่านได้

แต่เวลาจะ “ดูดกลับ” เลือดไม่ไหลย้อนเข้ามา เพราะมีเหมือนลิ้นบาง ๆ ปิดปลายสายอยู่

เพราะฉะนั้น

ดูดเลือดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป

⸻

แล้ว fibrin sheath คืออะไร?

fibrin sheath คือ

คราบหรือปลอกบาง ๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเกาะรอบปลายสาย catheter

มันไม่ได้แปลว่าติดเชื้อ

แต่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พอร์ตเริ่มทำงานผิดปกติ เช่น

* ดูดเลือดไม่ออก

* flush ได้แต่ไม่ลื่น

* ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง

ภาวะนี้พบได้ในพอร์ตที่ใช้งานมาระยะหนึ่ง และไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดทันทีทุกครั้ง

⸻

ถ้าพอร์ตดูดเลือดไม่ออก ต้องทำอย่างไร?

โดยทั่วไปทีมรักษาจะค่อย ๆ ประเมินเป็นขั้นตอน เช่น

* เช็กท่าของผู้ป่วย

* ให้หันหน้า

* ยกแขน

* ไอเบา ๆ

* เปลี่ยนท่านอน/นั่ง

* เช็กว่าเข็ม Huber อยู่ตำแหน่งถูกต้องหรือไม่

* ลอง flush อย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน

* ถ้ายังสงสัย อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น imaging หรือศึกษาการไหลของสาย

ในบางกรณีอาจใช้ยาเพื่อช่วยแก้ภาวะอุดตันจากลิ่มเลือดตามดุลยพินิจของแพทย์

⸻

แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องกังวลมากขึ้น?

ถ้าพอร์ตมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรประเมินจริงจังมากขึ้น เช่น

* flush ไม่เข้าเลย

* ปวด บวม หรือแสบเวลาฉีด

* มีบวมรอบพอร์ตขณะให้ยา

* เคยใช้ได้ดี แต่จู่ ๆ ใช้ไม่ได้

* มีไข้ หนาวสั่น หรือสงสัยติดเชื้อร่วมด้วย

กรณีแบบนี้ต้องแยกให้ได้ว่าเป็น

* การอุดตันจากลิ่มเลือด

* fibrin sheath

* เข็มอยู่ผิดตำแหน่ง

* สายหัก/พับ/เคลื่อน

* หรือมีปัญหาทางกลไกอื่นของพอร์ต

⸻

ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งไหม?

ไม่ครับ

หลายกรณียังไม่ต้องถึงขั้นผ่าตัดเปลี่ยนพอร์ตใหม่

เพราะปัญหาอาจแก้ได้จาก

* การปรับท่า

* การปักเข็มใหม่

* การ flush / declot ตามแนวทาง

* หรือการตรวจเพิ่มเติมแล้วจัดการตรงสาเหตุ

การถอดหรือเปลี่ยนพอร์ตจะพิจารณาเมื่อ

* ใช้งานไม่ได้จริง

* มีปัญหาซ้ำ ๆ

* มีการติดเชื้อ

* หรือมีความเสียหายทางกลไกที่แก้ไม่ได้

⸻

สรุปสั้น ๆ

* ดูดเลือดไม่ออก ไม่ได้แปลว่าพอร์ตเสียเสมอไป

* ปัญหาที่เจอบ่อยคือ fibrin sheath หรือปลายสายพิงผนังหลอดเลือด

* บางราย flush เข้าได้ แต่ aspirate ไม่ได้

* ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง

* สิ่งสำคัญคือให้ทีมที่ดูแลพอร์ตประเมินอย่างเป็นระบบก่อน

พอร์ตไม่ใช่อุปกรณ์ที่พอมีปัญหานิดเดียวแล้วต้องเปลี่ยนทันที

หลายครั้งสิ่งที่ดูเหมือน “ตัน”

อาจเป็นปัญหาที่แก้ได้ครับ 🩺

⸻

Port-a-Cath ต้องล้างบ่อยแค่ไหน?ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ยังต้องมาล้างไหม?คำถามยอดฮิต ที่ถามแต่ละโรงพยาบาลก็ตอบไม่ตรงกัน ซึ่งเรื่...
24/05/2026

Port-a-Cath ต้องล้างบ่อยแค่ไหน?

ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ยังต้องมาล้างไหม?

คำถามยอดฮิต ที่ถามแต่ละโรงพยาบาลก็ตอบไม่ตรงกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไข้ถามบ่อยมากกกกก โดยเฉพาะหลังให้ยาครบคอร์สแล้ว หรืออยู่ในช่วงที่ยังไม่ได้ใช้งานพอร์ต

คำตอบคือ

พอร์ตที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ ยังควรได้รับการล้างเป็นระยะ

เพื่อช่วยคงสภาพการใช้งาน และลดโอกาสเกิดปัญหา เช่น พอร์ตตันหรือมีคราบตกค้างในระบบ

แต่ประเด็นที่อยากอัปเดตคือ

ในอดีตหลายโรงพยาบาลมักนัดล้างพอร์ตทุก 4 สัปดาห์ ตามแนวทางเดิมหรือคำแนะนำของผู้ผลิตบางราย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในช่วงหลังพบว่า

การยืดช่วงล้างออกไปถึง 12 สัปดาห์ ก็ยังมีความปลอดภัยได้ ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้งานพอร์ตเป็นประจำ โดยไม่ได้เพิ่มภาวะแทรกซ้อนของพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการล้างถี่กว่านั้น เช่น ทุก 4 หรือ 8 สัปดาห์

พูดง่าย ๆ คือ

ยังไม่ตัวเลขระยะเวลาที่ดีที่สุดในการนัดมาล้างพอร์ต และไม่จำเป็นเสมอไปว่าพอร์ตทุกเส้นต้องมาล้างทุก 4 สัปดาห์

ในหลายกรณี การนัดห่างถึง 8–12 สัปดาห์อาจเพียงพอได้

ข้อดีของการยืดช่วงล้างคือ

* ลดจำนวนครั้งที่คนไข้ต้องมาโรงพยาบาล

* ลดเวลาและค่าใช้จ่าย

* และช่วยให้คนไข้ที่โรคคุมได้ดี ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น

ให้ยึด protocol ของโรงพยาบาลที่ดูแลเราเป็นหลัก

เพราะแต่ละแห่งอาจใช้แนวทางไม่เหมือนกัน ขึ้นกับชนิดของพอร์ต วิธี lock/flush ประสบการณ์ของทีมดูแล และลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย

ถ้าคุณหมอเจ้าของไข้ประเมินแล้วว่า

ไม่น่าจะต้องใช้พอร์ตอีกต่อไปแล้วจริง ๆ

ก็สามารถคุยเรื่อง นัดถอดพอร์ต ได้เช่นกัน

เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการมาล้างต่อไปโดยไม่จำเป็น

สรุปสั้น ๆ

* พอร์ตที่ไม่ได้ใช้ ยังควรล้างเป็นระยะ

* งานวิจัยช่วงหลังสนับสนุนว่า ล้างห่างได้ถึง 12 สัปดาห์ ในหลายกรณีอย่างปลอดภัย

* แต่ในการดูแลจริง ควรทำตามนัดและแนวทางของโรงพยาบาลที่รักษาเราอยู่

* ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้พอร์ตอีกแล้ว ควรคุยกับแพทย์เรื่องการ ถอดพอร์ต ด้วยครับ

ทำไม Port-a-Cath ถึง “ราคาแพง”?คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับโดยเฉพาะเวลารู้ว่าค่าใช้จ่ายของพอร์ต 1 ชุด ไม่ได้ถูกเลยหลายคนม...
15/05/2026

ทำไม Port-a-Cath ถึง “ราคาแพง”?

คำถามนี้คนไข้ถามบ่อยมากครับ
โดยเฉพาะเวลารู้ว่าค่าใช้จ่ายของพอร์ต 1 ชุด ไม่ได้ถูกเลย

หลายคนมองแค่ภายนอกแล้วอาจคิดว่า

“ก็เป็นแค่ก้อนเล็ก ๆ กับสายเส้นหนึ่ง ทำไมราคาถึงสูงขนาดนี้?”

คำตอบคือ เพราะ Port-a-Cath ไม่ใช่อุปกรณ์พลาสติกธรรมดา
แต่มันคือ อุปกรณ์ฝังในร่างกายระยะยาว ที่ต้องออกแบบให้ทั้ง ปลอดภัย ทนทาน และใช้งานซ้ำได้เป็นเวลานาน

⸻

1) วัสดุของพอร์ตไม่ใช่วัสดุทั่วไป

ตัวพอร์ตประกอบด้วยหลายส่วน เช่น

* โครงพอร์ต
* septum สำหรับปักเข็ม
* ห้องเก็บยา
* สาย catheter

วัสดุที่ใช้ต้องเป็นวัสดุที่

* อยู่ในร่างกายได้นาน
* ไม่กระตุ้นการอักเสบง่าย
* ทนต่อการใช้งานซ้ำ
* ทนต่อยาและสารน้ำหลายชนิด

พูดง่าย ๆ คือ
มันต้องเป็นวัสดุเกรดที่ “ใช้ฝังในคน” ได้จริง ไม่ใช่แค่ผลิตให้ถูก

⸻

2) Septum ต้องถูกแทงซ้ำได้หลายครั้ง แต่ยังไม่รั่ว

ส่วนกลางของพอร์ตที่เราใช้เข็ม Huber ปัก เรียกว่า septum
ส่วนนี้ต้องทำจากวัสดุที่

* ทนต่อการแทงซ้ำ
* ปิดตัวเองได้หลังถอนเข็ม
* ไม่รั่วง่าย

นี่เป็นงานวิศวกรรมละเอียดมาก
เพราะถ้าวัสดุไม่ดีพอ พอร์ตจะรั่ว เสีย หรือใช้งานได้ไม่นาน

⸻

3) เป็นอุปกรณ์ที่ต้อง “เชื่อถือได้” เพราะอยู่ในหลอดเลือดใหญ่

พอร์ตไม่ได้วางอยู่แค่ใต้ผิวหนัง
แต่มีสายต่อเข้าไปถึง หลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ

ดังนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ต้องลดความเสี่ยงให้มากที่สุด เช่น

* ไม่แตกง่าย
* ไม่ตันง่าย
* ไม่หลุดง่าย
* ไม่เสื่อมเร็ว

พอเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดส่วนกลาง
มาตรฐานการผลิต การทดสอบ และการควบคุมคุณภาพจึงสูงมาก

⸻

4) มีต้นทุนเรื่องการวิจัยและมาตรฐานความปลอดภัย

ก่อนที่พอร์ต 1 รุ่นจะออกมาใช้กับคนไข้ได้
ต้องผ่านทั้ง

* การออกแบบ
* การทดสอบวัสดุ
* การทดสอบความคงทน
* การรับรองมาตรฐานทางการแพทย์

สิ่งที่คนไข้มองไม่เห็นคือ
ราคาพอร์ตไม่ได้มีแค่ “ค่าวัสดุ”
แต่รวมถึงต้นทุนของ ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ด้วย

⸻

5) เป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ไม่ได้ใช้จำนวนมากเหมือนของการแพทย์ทั่วไป

ของบางอย่างราคาถูกลงได้เพราะผลิตจำนวนมาก
แต่พอร์ตเป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง
ใช้กับผู้ป่วยบางกลุ่ม และต้องมีหลายรุ่น หลายขนาด หลายวัสดุ

จึงไม่ได้มี economy of scale แบบอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไป
ทำให้ราคาต่อชิ้นยังค่อนข้างสูง

⸻

6) สิ่งที่คนไข้จ่าย ไม่ได้มีแค่ “ตัวพอร์ต”

เวลาพูดว่าพอร์ตแพง
หลายครั้งจริง ๆ แล้วคนไข้จ่ายรวมหลายอย่าง เช่น

* ตัวอุปกรณ์
* ชุด sterile สำหรับผ่าตัด
* ค่าห้องผ่าตัด / ห้องทำหัตถการ
* ค่าเครื่องมือ imaging / fluoroscopy / ultrasound
* ค่าทีมผ่าตัด
* ค่าดูแลหลังทำ

ดังนั้นสิ่งที่เห็นในใบเสร็จ
ไม่ใช่ราคาของ “ก้อนพอร์ตอย่างเดียว” เสมอไป

⸻

แล้วราคาแพง…คุ้มไหม?

คำตอบคือ ต้องดูเป็นรายคนครับ

สำหรับคนไข้ที่

* ต้องให้เคมีบำบัดหลายคอร์ส
* เส้นแขนหายาก
* เส้นพังง่าย
* ต้องให้ยาระยะยาว

พอร์ตอาจช่วยลด

* ความเจ็บจากการเจาะเส้นซ้ำ
* ภาวะแทรกซ้อนของเส้นแขน
* ความเครียดทุกครั้งที่มารักษา

ดังนั้นในหลายเคส
พอร์ตอาจไม่ได้เป็น “ของแพงเกินจำเป็น”
แต่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การรักษา ปลอดภัยขึ้น และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

⸻

สรุปสั้น ๆ

Port-a-Cath ราคาแพง เพราะมันเป็น

* อุปกรณ์ฝังในร่างกาย
* ใช้วัสดุพิเศษ
* ต้องทน ใช้งานซ้ำได้
* ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูง
* และเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดใหญ่โดยตรง

พอร์ตจึงไม่ใช่แค่ “ก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง”
แต่เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาอย่างจริงจัง
เพื่อให้คนไข้ใช้รักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาวครับ 🩺

Port-a-Cath มีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แล้วทำจากอะไร?เวลาพูดถึง Port-a-Cathหลายคนจะนึกถึงก้อนนูนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังที่ใช้ปักเข็...
03/05/2026

Port-a-Cath มีองค์ประกอบอะไรบ้าง? แล้วทำจากอะไร?

เวลาพูดถึง Port-a-Cath
หลายคนจะนึกถึงก้อนนูนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังที่ใช้ปักเข็มให้ยา

แต่จริง ๆ แล้ว
“ตัว port” เองมีองค์ประกอบหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ต่างกันครับ

วันนี้ขอพามาทำความรู้จักเฉพาะ ตัวพอร์ต แบบง่าย ๆ

⸻

1) ตัวโครงพอร์ต (Port body / Housing)

นี่คือโครงสร้างหลักของตัวพอร์ต
เป็นส่วนที่หุ้มทุกอย่างไว้ และเป็นตัวที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

วัสดุที่ใช้พบได้บ่อย ได้แก่

* Titanium
* หรือ พลาสติก/โพลิเมอร์เกรดการแพทย์

จุดเด่นของวัสดุเหล่านี้

* แข็งแรง
* ทนทาน
* เข้ากับร่างกายได้ดี
* สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน

พอร์ตบางรุ่นเป็น titanium ทั้งตัว
บางรุ่นเป็น polymer เพื่อลดน้ำหนักหรือให้ภาพทางรังสีมีลักษณะต่างออกไปตามการออกแบบของแต่ละบริษัท

⸻

2) แผ่นซิลิโคนด้านบน (Septum)

นี่คือส่วนสำคัญมากของตัวพอร์ต
เพราะเป็นบริเวณที่เราใช้ Huber needle ปักผ่านลงไปเพื่อให้ยา เจาะเลือด หรือ flush port

วัสดุของส่วนนี้โดยทั่วไปคือ

* Silicone

ทำไมต้องเป็น silicone?

เพราะ silicone มีคุณสมบัติที่เหมาะกับหน้าที่นี้ คือ

* ยืดหยุ่นดี
* ทนต่อการปักซ้ำหลายครั้ง
* เมื่อถอนเข็มออกแล้วสามารถ ปิดตัวเองได้ (self-sealing)
* ลดโอกาสการรั่วของสารน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าไม่มี septum ที่ดี ตัวพอร์ตก็จะไม่สามารถใช้งานซ้ำได้อย่างปลอดภัย

⸻

3) ตัวพอร์ต (Reservoir)

อยู่ใต้ septum ลงไป
เป็นช่องภายในที่รับยา/สารน้ำจากเข็มที่ปักผ่าน septum ลงมา

เวลาปักเข็มลงบนพอร์ต
ปลายเข็มจะลงมาที่บริเวณนี้ก่อน
จากนั้นยาหรือสารน้ำจึงไหลต่อไปยังสายของพอร์ต

วัสดุของส่วนนี้

ตัว reservoir มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพอร์ต
ดังนั้นวัสดุจึงมักสอดคล้องกับตัว housing เช่น

* titanium
* หรือ polymer เกรดการแพทย์

⸻

4) จุดต่อของพอร์ต (Outlet / Connector)

เป็นบริเวณที่ตัวพอร์ตเชื่อมต่อกับสายของพอร์ต
แม้วันนี้จะยังไม่ลงรายละเอียดเรื่องสาย catheter
แต่ในแง่กายวิภาคของตัวพอร์ต จุดนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ

วัสดุของส่วนนี้มักเป็น

* titanium
* หรือ polymer เกรดการแพทย์
ขึ้นกับการออกแบบของแต่ละยี่ห้อ

⸻

5) รูสำหรับเย็บยึด (Suture holes)

พอร์ตหลายรุ่นจะมีรูเล็ก ๆ บริเวณฐาน
เพื่อให้ศัลยแพทย์เย็บยึดตัวพอร์ตไว้กับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
ช่วยลดการเคลื่อนของพอร์ตหลังผ่าตัด

ส่วนนี้มักเป็นส่วนหนึ่งของตัว housing
ดังนั้นวัสดุก็จะเป็นชนิดเดียวกับโครงพอร์ต

⸻

สรุปแบบง่ายที่สุด

ถ้าพูดเฉพาะ ตัว port
องค์ประกอบหลัก ๆ คือ

* Housing / Port body = โครงพอร์ต
→ มักทำจาก titanium หรือ medical-grade polymer
* Septum = แผ่นสำหรับปักเข็ม
→ มักทำจาก silicone
* Reservoir = ห้องภายในสำหรับรับยา/สารน้ำ
→ เป็นส่วนหนึ่งของตัวพอร์ต
* Connector / Outlet = จุดเชื่อมต่อกับสาย
* Suture holes = รูสำหรับเย็บยึดพอร์ต

⸻

สิ่งสำคัญที่คนไข้ควรรู้

ตัวพอร์ตอาจดูเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ
แต่จริง ๆ แล้วถูกออกแบบอย่างละเอียดมาก
เพื่อให้สามารถ

* ปักใช้งานซ้ำได้
* อยู่ในร่างกายได้นาน
* และปลอดภัยสำหรับการให้ยาระยะยาว

ดังนั้น Port-a-Cath จึงไม่ใช่แค่ “ก้อนใต้ผิวหนัง”
แต่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีการออกแบบทั้งด้านวัสดุและโครงสร้างอย่างพิถีพิถันครับ 🩺

ที่อยู่

เลขที่ 2 ถ. วังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Live with Port-A Cath TH โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์