14/09/2026
นวดผ่อนคลายบรรยากาศดั้งเดิมในบ้านเตี่ยมฉู่ได้ที่ร้านเรา 💆🏻
ย่านเมืองเก่าในภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง เต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรมอายุกว่าร้อยปี สะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกกับวัฒนธรรมและความเชื่อตะวันออกอย่างลงตัว โดยตัวสถาปัตยกรรมหลักที่เห็นนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบ เรียกว่า อังมอเหลา หรือคฤหาสน์ฝรั่ง และเตี่ยมฉู่ หรือบ้านร้านค้า จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง ไปทำความรู้จักกันเลย
#อังมอเหลา
คำว่า “อังมอเหลา” นี้มาจากภาษาจีนฮกเกี้ยน โดยคำว่า “อังมอ” หมายถึงฝรั่งผมแดง และ “เหลา” หมายถึงบ้านหลังใหญ่ รวมกันจึงแปลว่าบ้านแบบฝรั่ง เมื่อย้อนกลับไปราวหนึ่งศตวรรษก่อน เกาะปีนังคือศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ ชาวจีนที่เข้ามาทำมาค้าขายและสร้างเนื้อสร้างตัวจึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับปีนัง ทั้งด้านการลงทุน การศึกษาของบุตรหลาน รวมถึงวิถีปฏิบัติ ประเพณี และอาหารการกินที่รับสืบทอดมาโดยมีปีนังเป็นต้นแบบ
เมื่อเหล่าคหบดีชาวจีนประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากกิจการเหมืองแร่ดีบุก พวกเขาจึงปรารถนาจะมีบ้านพักอาศัยที่โอ่อ่าตามแบบฉบับที่คุ้นเคย ช่วงเวลาที่มีการสร้างอังมอเหลามากที่สุดจึงอยู่ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็นยุคที่กิจการเหมืองแร่เฟื่องฟูจากการใช้เรือขุดแร่ ประกอบกับการคมนาคมขนส่งที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ทำให้คหบดีเหล่านี้สามารถว่าจ้างช่างฝีมือและสั่งตรงวัสดุก่อสร้างชั้นดี ทั้งกระเบื้อง ปูนซีเมนต์ เหล็กหล่อ กระจกสี และเครื่องเรือนจากปีนังและทวีปยุโรปเข้ามาได้อย่างแพร่หลาย
ด้วยอายุการสร้างและเอกลักษณ์อันทรงคุณค่า อังมอเหลาจึงสะท้อนภาพความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมในอดีต พร้อมกันนั้นยังทำหน้าที่เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่เติบโตเคียงคู่กับรากเหง้าทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของชุมชนในย่านเมืองเก่ามาจนถึงปัจจุบัน
#เตี่ยมฉู่
คำว่า บ้านร้านค้า (Shophouse) มีรากฐานมาจากความต้องการใช้สอยพื้นที่ในอาคารเดียวกันเพื่อรองรับทั้งการพักอาศัยและการทำธุรกิจการค้า โดยพื้นที่ชั้นล่างมักใช้เป็นร้านค้าหรือสำนักงาน ส่วนชั้นบนและพื้นที่ด้านหลังใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพย้ายถิ่นฐาน และนำเอาวิถีชีวิตรวมถึงจารีตดั้งเดิมมาปรับใช้ในดินแดนใหม่ โดยมีการสร้างทั้งบ้านเรือนที่ประกอบธุรกิจในตัว และการสร้างศาลเจ้าหรือวัดจีนเพื่อเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชนและสายตระกูล
นอกจากนี้ ในภาษาถิ่นยังมีคำเรียกที่สะท้อนถึงรูปแบบดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า “เตี่ยมฉู่ (Tiam Chu)” ภาษากวางตุ้งเรียกว่า “เสี่ยง ติม (Siong Tim)” หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า “เดียน หวู่ (Dian Wu)” และ “ฉาง เดียน (Shang Dian)” ซึ่งล้วนหมายถึงบ้านที่ใช้ทำธุรกิจการค้า สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแบบแผนการสร้างบ้านที่มีพื้นที่ค้าขายได้ถูกพัฒนาและมีมาก่อนในวัฒนธรรมจีน
การก่อรูปของตึกแถวถูกกำหนดภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจากทำเลริมถนนมีความสำคัญต่อการค้า ตึกแถวส่วนใหญ่จึงออกแบบให้มีลักษณะหน้าแคบแต่มีความลึกยาวไปด้านหลัง พร้อมทั้งมีการตัดถนนบริเวณหลังบ้าน เพื่อช่วยจัดการเรื่องสาธารณูปโภคและการสุขาภิบาล สำหรับพัฒนาการของรูปแบบอาคารเกิดจากเรือนแถวไม้ชั้นเดียว สู่เรือนแถวไม้หรือตึกแถวปูน 2 ชั้น และขยับขยายเป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความสูงตั้งแต่ 2 ถึง 5 ชั้นตามลำดับ อีกทั้งช่างท้องถิ่นได้นำภูมิปัญญามาแก้ไขปัญหาความอับชื้นและสภาพอากาศร้อนชื้น โดยการเจาะช่องเปิดโล่งบนหลังคาที่เรียกว่า “ฉิมแจ้” หรือ “บ่ออากาศ (Air Well)” ซึ่งช่วยให้อากาศภายในและภายนอกอาคารเกิดการถ่ายเท นำแสงธรรมชาติเข้ามาช่วยไล่ความอับชื้น ฆ่าเชื้อโรค และสร้างความสมดุลให้กับอาคาร
ทั้งหมดนี้ยังเป็นองค์ประกอบบางส่วนของอังมอเหลาและเตี่ยมฉู่ ที่บ้านและสวนชวนมาทำความรู้จักในเบื้องต้น ยังมีเรื่องราวการถอดรหัสทางสถาปัตยกรรมอาคารทั้ง 2 แบบให้ติดตามกันต่อไป
อ่านเรื่องเต็มกันต่อได้ที่ https://shorturl.at/2PuaA
#เพอราณากัน #เปอรานากัน #การสะกดคำที่หลายหลายแต่มีความหมายเดียวกัน #สถาปัตยกรรม #ย่านเมืองเก่าภูเก็ต #เมืองเก่าสงขลา #ตะกั่วป่า #เรื่องเล่าประวัติศาสตร์ #เมืองเก่าย่านชุมชนเก่าสร้างสรรค์และน่าอยู่